ข่าว
กระทรวงคมนาคมสั่งเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์มักกะสันสูงสุด 2 ล้านบาท พร้อมงัดมาตรการแก้จุดตัดรถไฟทั่วกรุงใน 3 เดือน
สำนักข่าวบริคอินโฟ – กระทรวงคมนาคมแถลงมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุขบวนรถไฟพุ่งชนรถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บ 30 ราย โดยผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยาเบื้องต้นรวมสูงสุดกว่า 2 ล้านบาทต่อราย พร้อมสั่งดำเนินคดีอาญาและวินัยขั้นเด็ดขาดกับผู้เกี่ยวข้อง ยื่นคำขาดให้การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. จัดทำแผนยกระดับความปลอดภัยและแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟทั่วกรุงเทพมหานครให้เห็นผลภายใน 3 เดือน
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นำทีมผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด แถลงชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีอุบัติเหตุสะเทือนขวัญดังกล่าว โดยนายพิพัฒน์ได้เป็นตัวแทนรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมกล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย พร้อมเปิดเผยมาตรการช่วยเหลือเยียวยาที่บูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงาน สำหรับกรณีผู้เสียชีวิต ขสมก. จะจ่ายเงินเยียวยารวม 1,750,000 บาท ซึ่งประกอบด้วยเงินประกันภัยตาม พ.ร.บ. บรรเทาสาธารณภัย 1.5 ล้านบาท ที่จะจ่ายภายใน 7 วัน เงินจากภาคีเครือข่าย 50,000 บาท และรับผิดชอบค่าจัดการศพทั้งหมด ด้าน รฟท. จะจ่ายสมทบรวม 340,000 บาท เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและค่าปลงศพ 80,000 บาท และอีก 260,000 บาทหลังพิสูจน์ทายาท นอกจากนี้ยังได้รับเงินสมทบพิเศษจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพอีก 300,000 บาท
ส่วนกรณีผู้ได้รับบาดเจ็บ ขสมก. จะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลตามจริงตั้งแต่ 80,000 ถึง 1,000,000 บาท โดยหากเกินวงเงินดังกล่าว ขสมก. จะเป็นผู้รับผิดชอบส่วนต่างให้ทั้งหมด พร้อมมอบเงินจากภาคีเครือข่าย 30,000 บาท และกองทุนอุบัติเหตุอีก 20,000 บาท ทางด้าน รฟท. มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 5,000 บาท และจ่ายเยียวยาเพิ่มตามระดับอาการสูงสุด 50,000 บาทในกรณีที่ต้องเข้ารับการรักษาในห้องไอซียู ยิ่งไปกว่านั้น ขสมก. จะรับผิดชอบค่าเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกทั้งหมด และจัดทีมลงพื้นที่ดูแลสภาพจิตใจผู้บาดเจ็บทุกวันจนกว่าจะออกจากโรงพยาบาล โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้นำเงินสมทบจากกรมการขนส่งทางราง และกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามาช่วยดูแลเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษด้วย
ด้านการดำเนินคดีและวินัย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่าจะไม่มีการปกป้องผู้กระทำผิด โดยในส่วนของคดีอาญา รฟท. จะเป็นเจ้าทุกข์ฟ้องร้องพนักงานขับรถไฟฐานประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิต ส่วนความผิดทางวินัย รฟท. และ ขสมก. จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทุกระดับชั้น หากพบผู้บังคับบัญชาละเลยจะถูกสั่งพักงานและรับโทษวินัยทันที นอกจากนี้จะยกระดับความปลอดภัยตาม พ.ร.บ. การขนส่งทางราง บังคับใช้มาตรฐานเทียบเท่าการบิน โดยยกเลิกการสุ่มตรวจ และเปลี่ยนเป็นมาตรการปูพรมตรวจสารเสพติดและแอลกอฮอล์พนักงานขับรถสาธารณะทุกคน ทั้งของ รฟท. ขสมก. และ บขส. ก่อนปฏิบัติหน้าที่ทุกวันอย่างไม่มีข้อยกเว้น
สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟระดับดินในกรุงเทพมหานคร ซึ่งปัจจุบันยังคงเหลือสายตะวันออก 16 จุด และสายตะวันตกกับสายใต้รวม 3 จุด ที่ยังรอการก่อสร้างส่วนต่อขยาย กระทรวงคมนาคมได้แบ่งมาตรการแก้ไขออกเป็น 2 มิติ โดยมิติรถไฟโดยสาร ในระยะเร่งด่วนจะใช้กฎเหล็ก “ไม้กั้นไม่ลง รถไฟไม่เคลื่อนขบวน” และเชื่อมต่อระบบสัญญาณเข้ากับไฟจราจร ระยะกลางจะปรับแผนไม่ให้รถไฟทางไกลและรถไฟชานเมืองวิ่งเข้าสู่กรุงเทพฯ ชั้นใน โดยให้รถไฟสายตะวันตกและสายใต้หยุดส่งผู้โดยสารที่สถานีตลิ่งชันเพื่อต่อรถไฟฟ้าสายสีแดง ส่วนสายตะวันออกให้หยุดที่สถานีลาดกระบังเพื่อต่อแอร์พอร์ตลิงก์ (Airport Rail Link) โดย ขสมก. จะจัดรถรับส่งเชื่อมต่อพื้นที่ชั้นใน และรัฐบาลจะใช้ระบบตั๋วร่วมดูแลค่าโดยสาร ส่วนระยะยาวจะเร่งสร้างทางรถไฟยกระดับช่วงมิสซิงลิงก์ (Missing Link) พญาไท-ยมราช-สถานีกลางฯ ให้เสร็จ เพื่อดันสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์เป็นสถานีปลายทางหลักและยกเลิกสถานีหัวลำโพง
ขณะที่มิติตัวรถไฟสินค้า ระยะเร่งด่วนได้สั่งหยุดรถไฟสินค้าเข้าเมือง ซึ่งลดจำนวนได้ 10 ขบวนต่อวัน โดยให้เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่สถานีรอบนอกอย่าง ไอซีดี ลาดกระบัง (ICD ลาดกระบัง) บ้านภาชี และนครปฐม แล้วใช้รถบรรทุกขนาดเล็กวิ่งแทน ส่วนขบวนรถน้ำมันห้ามเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเด็ดขาด สำหรับขบวนรถสินค้าอื่นที่จำเป็นต้องเข้าเมือง จะอนุญาตให้วิ่งเฉพาะเวลากลางคืนควบคู่กับการใช้ระบบไม้กั้น ส่วนระยะยาวจะพัฒนาถนนวงแหวนรอบที่ 3 (MR10) ตามแผนพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองคู่ขนานไปกับทางรถไฟ หรือ MR-Map เพื่อให้รถสินค้าวิ่งเลี่ยงเมือง และสร้างศูนย์เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งไปยังทางถนนและทางน้ำในพื้นที่ปริมณฑลต่อไป
นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมได้สั่งการให้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นำข้อสั่งการนี้ไปปฏิบัติในระยะเร่งด่วนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมทันที และภายใน 3 เดือน ให้ไปศึกษามาตรการต่างๆ ให้ครอบคลุม ตลอดจนแนวทางรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น และต้องรายงานผลให้ผมทราบเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเร่งรัดติดตามให้เป็นไปตามแผน และสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชนว่าเหตุการณ์สูญเสียเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต”
