การเมือง
แยม-ฐปณีย์ ยื่นหนังสือถึง อนุทิน จี้ตรวจสอบปฏิบัติการ IO คุกคามสื่อ หลังตั้งคำถาม แม่ทัพภาค 4 ปมยิง สส.นราธิวาส
สำนักข่าวบริคอินโฟ – นางสาวฐปณีย์ เอียดศรีไชย (Thapanee Eadsrichai) ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว เดอะ รีพอร์ตเตอร์ (The Reporters) เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร หรือ ไอโอ (IO) ของหน่วยงานรัฐที่คุกคามสื่อมวลชนและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังได้รับผลกระทบจากการตั้งคำถามถึงแม่ทัพภาคที่ 4 กรณีเหตุลอบยิงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จนนำไปสู่การถูกโจมตีอย่างรุนแรงผ่านโซเชียลมีเดียในลักษณะที่มีการจัดตั้ง
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ นางสาวฐปณีย์ ได้ตั้งคำถามในที่แถลงข่าวของแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (กอ.รมน.ภาค 4) เกี่ยวกับเหตุลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ (Prachachat Party) โดยในวันนั้นแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ตอบกลับด้วยประโยคว่า “ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก” ต่อมาพบว่ามีเพจเฟซบุ๊กหลายแห่ง อาทิ เพจเปิดโปง BRN, เพจ Eปริก, เพจใต้พรม ชายแดนใต้ และเพจข่าว Thailand เผยแพร่ข้อความใส่ร้ายป้ายสีนางสาวฐปณีย์อย่างพร้อมเพรียงกัน โดยใช้ถ้อยคำรุนแรงและกล่าวหาว่าเป็นนักข่าวโจร ซึ่งพฤติการณ์ที่รวดเร็วผิดปกตินี้สะท้อนถึงลักษณะของปฏิบัติการข่าวสารที่มีผู้อยู่เบื้องหลัง
นางสาวฐปณีย์ ระบุในหนังสือว่ามีความกังวลถึงความปลอดภัยในชีวิต เนื่องจากบางข้อความมีการคุกคามอย่างรุนแรง และการกระทำดังกล่าวยังเกิดขึ้นกับนักกิจกรรม ภาคประชาสังคม รวมถึง สส. ซึ่งจะส่งผลเสียต่อกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบปัญหาและยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการดูแล พร้อมย้ำว่าการทำร้ายร่างกายจากเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องไม่เกิดขึ้น และหากเกิดขึ้นถือว่าไม่ใช่การกระทำของรัฐ โดยจะกำชับหน่วยงานความมั่นคงในที่ประชุมต่อไป
“แยมได้บอกกับท่านนายกฯ ว่าห่วงการใช้ IO ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน ประชาชน นักกิจกรรม ภาคประชาสังคม และ สส. จะยิ่งสร้างความเกลียดชัง ทำลายการสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้ ส่วนตัวก็ห่วงอันตรายถึงชีวิตด้วย” นางสาวฐปณีย์ กล่าวหลังจากยื่นหนังสือ
ก่อนหน้านี้ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (Thai Journalists Association) ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อกรณีดังกล่าว โดยยืนยันว่าสื่อมวลชนมีสิทธิและหน้าที่ในการตั้งคำถามในประเด็นที่ประชาชนสงสัย การใช้ปฏิบัติการข่าวสารเพื่อปั่นกระแสและตีตราบุคคลที่เห็นต่างถือเป็นการละเมิดเสรีภาพสื่ออย่างร้ายแรง และเป็นความพยายาม “ปิดปากสื่อ” ด้วยวิธีการที่ตรวจสอบได้ยาก สมาคมฯ จึงขอประณามพฤติกรรมดังกล่าวและเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยุติการใช้นโยบายที่สร้างความแตกแยก เพื่อให้สื่อสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย
