ข่าว
สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว จับตาตลาดครึ่งปีหลัง 2568 ชี้อุตสาหกรรมเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ
สำนักข่าวบริคอินโฟ – สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว ได้จัดงานแถลงข่าว “เจาะลึกธุรกิจรถยนต์ใช้แล้ว รวมพลังฝ่าวิกฤติ” เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มตลาดรถยนต์มือสองช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ท่ามกลางความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง พฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างไปจากเดิม และการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยงานนี้ได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน เพื่อหาแนวทางสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับอุตสาหกรรม รถยนต์ใช้แล้ว ของไทย
ภายในงานมีบุคคลสำคัญจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม อาทิ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงผู้บริหารจากภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน และองค์กรภาครัฐ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกและมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของอุตสาหกรรม รถยนต์มือสอง โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการวิเคราะห์สถานการณ์ตลาด รถยนต์ใช้แล้ว ในปัจจุบันและครึ่งปีหลัง 2568 โดยนายวิสุทธิ์ เหมพรรณไพเราะ นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว และนายสุวิทย์ ชอบประดู่ รองนายกสมาคมฯ นอกจากนี้ ยังมีการให้ข้อมูลเชิงเศรษฐกิจและมาตรการสนับสนุนจากภาคการเงิน โดยตัวแทนจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน), ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) และธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)
นายวิสุทธิ์ เหมพรรณไพเราะ นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว เปิดเผยถึงสถานการณ์ล่าสุดของธุรกิจ รถยนต์ใช้แล้ว ในประเทศไทยว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ราคาสินค้า และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้เกิดการหดตัวอย่างต่อเนื่องในหลายด้าน ดังนี้:
- จำนวนรถยนต์ใช้แล้วที่เข้าสู่ตลาด:
- ปี 2567: เฉลี่ยเดือนละ 25,000 คัน หรือประมาณ 300,000 คันต่อปี
- ปี 2568: ลดลงเหลือเฉลี่ยเพียงเดือนละ 18,458 คัน หรือลดลงกว่า 28%
- ยอดขายรถยนต์ใช้แล้ว:
- ปี 2566: ยอดขายรวม 406,000 คัน
- ปี 2567: ลดลงเหลือ 316,000 คัน หดตัวประมาณ 22%
- ครึ่งปีแรกของปี 2568: ยอดขายรวม 285,000 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 10%
- ยอดการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินสำหรับรถยนต์ใช้แล้ว:
- ลดลงจากปี 2566 ถึง 2567 กว่า 25%
- ปี 2568: ลดลงต่อเนื่องอีกประมาณ 10%
สมาคมฯ ชี้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในอุตสาหกรรม รถยนต์ใช้แล้ว อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการปรับตัวให้ทันต่อบริบทใหม่นี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการ รัฐบาล และสถาบันการเงิน เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมให้สามารถฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “มาตรฐานนำอุตสาหกรรม”
สมาคมฯ ได้กำหนดมาตรฐานคุณภาพที่ชัดเจน เพื่อใช้เป็นเกณฑ์กลางของอุตสาหกรรม รถยนต์ใช้แล้ว โดยส่งเสริมให้มีการตรวจสอบคุณภาพรถยนต์และจัดเกรดรถยนต์ทุกคันก่อนการจำหน่าย เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของตลาด รถยนต์มือสอง พร้อมกันนี้ สมาคมฯ ยังคงพัฒนาหลักสูตรและจัดอบรมเพื่อยกระดับทักษะและคุณภาพของบุคลากรในอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นองค์กรกลางในการยกระดับมาตรฐานการให้บริการและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในระยะยาว
ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ รถไฟฟ้า (EV) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องเตรียมรับมือ ไม่เพียงแต่ในด้านธุรกิจ แต่ยังรวมถึงผลกระทบต่อแรงงานและซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้อง โดยมีการเสวนาพิเศษหัวข้อ “EV กับความเชื่อมั่นของ Eco System” ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองโดยผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์และสื่อ ได้แก่ นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ และนายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ประธานกรรมการ บริษัท แอดวานซ์ แอคทิวิตี้ จำกัด นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแผนดำเนินงานเพื่อยกระดับมาตรฐานและสร้างความโปร่งใสในธุรกิจ ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางที่ภาครัฐสนับสนุนการเติบโตอย่างมีธรรมาภิบาลของตลาด รถยนต์ใช้แล้ว โดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) การรวมพลังจากทุกภาคส่วนดังกล่าวจะเป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐาน สร้างความเชื่อมั่น และความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงแนวทางสนับสนุนจากสถาบันการเงิน จะช่วยเสริมสภาพคล่องและทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยปรับตัวได้เร็วขึ้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในอุตสาหกรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในระยะยาว
