Connect with us

การศึกษา

นักวิชาการ มธ. ค้านนโยบาย ศธ. จับมือ TikTok ทำสื่อการสอน ชี้แก้ปัญหาไม่ตรงจุด แนะใช้ AI ลดงานเอกสาร

Published

on

นักวิชาการ มธ. ชี้กระทรวงศึกษาธิการจับมือ TikTok ใช้ AI ทำคลิปสอนเด็กอาจไม่ช่วยลดภาระครูที่แท้จริง แนะแก้ที่งานเอกสารและฟังเสียงนักเรียนก่อนทำนโยบาย

สำนักข่าวบริคอินโฟ – นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาแสดงความเห็นแย้งกรณีนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่เตรียมร่วมมือกับแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok (ติ๊กต๊อก) ในการนำเทคโนโลยี AI (ปัญญาประดิษฐ์) มาช่วยสร้างสื่อการสอนเพื่อลดภาระครู โดยชี้ว่าการแก้ปัญหาที่ตรงจุดควรเป็นการลดภาระงานเอกสารที่ไม่จำเป็น เพื่อคืนเวลาให้ครูได้โฟกัสกับการออกแบบการเรียนรู้และดูแลนักเรียนอย่างแท้จริง พร้อมแนะให้รัฐบาลรับฟังเสียงของครูและนักเรียนก่อนผลักดันนโยบาย

รศ. ดร.สิทธิชัย วิชัยดิษฐ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยถึงกรณีที่ ศธ. เตรียมร่วมมือกับบริษัท ติ๊กต๊อก (ไทยแลนด์) หรือ TikTok Thailand สนับสนุนให้ครูใช้ AI ทำคอนเทนต์วิดีโอสั้น 2 นาทีเป็นสื่อการสอน ว่า นโยบายดังกล่าวควรได้รับการทบทวนอย่างรอบด้าน เนื่องจากการลดภาระครูที่เหมาะสม ไม่ใช่การลดเวลาในการทำสื่อการสอน แต่ควรเป็นการลดงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนโดยตรง เช่น งานเอกสาร งานการเงิน หรืองานพัสดุ เพื่อให้ครูมีเวลาในการออกแบบสื่อที่ตอบโจทย์ผู้เรียนได้ดียิ่งขึ้น

หากต้องการลดภาระครูอย่างแท้จริง รศ. ดร.สิทธิชัย ระบุว่าควรเปลี่ยนมาสนับสนุนการใช้ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อช่วยจัดการงานเอกสาร หรือใช้เชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลของผู้เรียนที่มีความหลากหลาย รวมถึงการเพิ่มบุคลากรเพื่อรับผิดชอบงานเอกสารโดยเฉพาะ หรือกระจายอำนาจผ่านการจัดสรรงบประมาณให้แต่ละโรงเรียนนำไปบริหารจัดการเอง เนื่องจากครูในแต่ละพื้นที่จะเข้าใจบริบทของห้องเรียนตนเองได้ดีที่สุด มากกว่าการสั่งการนโยบายเดียวจากส่วนกลางให้ปฏิบัติเหมือนกันทั่วประเทศ

ในประเด็นเรื่องการเข้าถึงสื่อการสอนที่ง่ายขึ้นนั้น กระทรวงศึกษาธิการ ควรเริ่มต้นจากการรับฟังความเห็นและวิเคราะห์พฤติกรรมของนักเรียนก่อน ว่ามีความต้องการใช้แอปพลิเคชัน TikTok เพื่อการเรียนรู้จริงหรือไม่ โดยนักวิชาการจาก มธ. ย้ำว่า แม้ ติ๊กต๊อก จะเป็นแพลตฟอร์มที่เข้าถึงง่าย แต่นั่นไม่ได้เป็นหลักประกันว่าหากใส่เนื้อหาที่มีคุณภาพเข้าไปแล้ว เด็กจะตั้งใจดูหรือเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากธรรมชาติของผู้ใช้งานมักจะเลือกรับชมเฉพาะเนื้อหาที่ตนเองสนใจเท่านั้น

นอกจากนี้ สังคมยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลเสียจากการใช้หน้าจอโทรศัพท์มากเกินไป ดังนั้นหากเดินหน้านโยบายนี้ ควรเปิดรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งครู นักเรียน และผู้ปกครอง เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน ดีกว่าการผลักดันนโยบายไปแล้วต้องกลับมาแก้ไขในภายหลัง พร้อมทิ้งท้ายว่า หากนับจำนวนคนในแวดวงการศึกษา นักเรียนและครูคือกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด แต่กลับมีเสียงเบาที่สุด การทำนโยบายใดๆ จึงควรเริ่มต้นจากการรับฟังเสียงของกลุ่มคนเหล่านี้เป็นอันดับแรกก่อนที่ ศธ. จะตัดสินใจดำเนินการใดๆ ต่อไป

Advertisement

Continue Reading
Advertisement