Connect with us

ข่าว

สวทช. แถลงผลงานปี 67 ตอบโจทย์ประเทศ 4 มิติ เดินหน้ากลยุทธ์ปี 68 “S&T for Sustainable Thailand”

Published

on

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงผลงานประจำปี 2567 โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมเผยกลยุทธ์ปี 2568 มุ่งเน้น “การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยยั่งยืน” (S&T Implementation for Sustainable Thailand) ณ โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าวว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ประเทศพัฒนาและแข่งขันในระดับสากลได้ การนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาใช้ภายในประเทศ จะช่วยลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ แสดงศักยภาพของนักวิจัยไทย และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ผลงานวิจัยของไทยยังไม่ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย จึงเป็นที่มาของกลยุทธ์ต่างๆ ของ สวทช. ในปี 2567 และ 2568 โดย สวทช. มุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรวิจัยและพัฒนาชั้นนำของประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มุ่งเน้นการสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

สวทช. ได้ขับเคลื่อนโครงการ BCG Implementation ในปี 2567 โดยใช้วิจัยเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศ มีประชาชนและผู้ให้บริการจากภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมกว่า 8.9 ล้านคน มีหน่วยงานนำเทคโนโลยีไปใช้มากกว่า 43,000 หน่วยงาน สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมมากกว่า 20,000 ล้านบาท และผลักดันให้เกิดการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) มากกว่า 3,600 ล้านบาท โดยตอบโจทย์ประเทศ 4 มิติ ได้แก่

มิติที่ 1 สร้างอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผ่าน 3 โครงการหลัก ได้แก่

  • แพลตฟอร์มการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน บริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ตลอดห่วงโซ่การผลิตพร้อมผลักดันสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งมีมากกว่า 25 รายการ เกิดการลงทุนด้าน วทน. มากกว่า 200 ล้านบาท ผลกระทบด้านเศรษฐกิจมากกว่า 2,300 ล้านบาท เกิดมูลค่าทางธุรกิจมากกว่า 7,500 ล้านบาท ยกระดับอุตสาหกรรมส่วนผสมฟังก์ชัน อาหารและเวชสำอาง
  • นวัตกรรมการผลิตสารสกัดเพิ่มมูลค่า เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมด้านสุขภาพและความงามอย่างยั่งยืน พัฒนาเทคโนโลยียกระดับสมุนไพรไทยสู่พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ วิจัย “สารสกัดมาตรฐานจากกระชายดำและบัวบก” โดยรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาสู่ “ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์” ผลักดันสารสกัดสมุนไพรไทยสู่บริษัทชั้นนำระดับโลก 10 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น อินเดีย สหราชอาณาจักร เยอรมนี และนิวซีแลนด์ เกิดการลงทุนด้าน วทน. 152 ล้านบาท สร้างมูลค่าทางธุรกิจมากกว่า 320 ล้านบาท เป็นการพลิกโฉมสมุนไพรไทยสู่สารสกัดมูลค่าสูง พัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและความงามระดับมาตรฐานสากล
  • EV การพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานพาหนะไฟฟ้าเพื่อการแข่งขันที่ยั่งยืน มีการพัฒนาคนโดยการ Upskill/Reskill กำลังคนด้าน EV สร้างเทคโนโลยีสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าตามนโยบาย “อว. For EV” มีผู้ใช้ประโยชน์ 36 หน่วยงาน สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจมากกว่า 860 ล้านบาท เกิดการลงทุนด้าน วทน. มากกว่า 640 ล้านบาท โดยมีการอบรมและพัฒนากำลังคนไปแล้ว 273 คน

มิติที่ 2 เพิ่มการพึ่งพาตนเอง ด้วย 4 โครงการหลัก ได้แก่

  • ชุดตรวจติดตามโรคไตเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อนโรคเบาหวาน ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับ อย. 3 ผลิตภัณฑ์ และกำลังเข้าสู่ระบบสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยชุดตรวจติดตามโรคไต AI-Strip เป็นชุดตรวจโรคไตเชิงคุณภาพที่ประชาชนใช้ตรวจคัดกรองโรคด้วยตัวเองอย่างง่าย รู้ผลตรวจภายใน 5 นาที เพื่อคัดกรองภาวะเสื่อมของไตในระยะเริ่มต้น เพิ่มโอกาสให้คนไทยรอดพ้นจากโรคไตเรื้อรัง โดยปัจจุบันมีผู้ป่วยไตเรื้อรังทั้งประเทศมากกว่า 9 ล้านคน ซึ่งทำให้รัฐต้องจ่ายงบประมาณค่ารักษามากกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี ปัจจุบันนาโนเทค สวทช. สภาเภสัชกรรม และ สปสช. ผลักดันการใช้ประโยชน์ชุดตรวจคัดกรองโรคไตเข้าสู่ระบบ สปสช. ผ่านร้านขายยาในโครงการพื้นที่ สปสช. เขต 7 จ.ขอนแก่น นำร่อง 3,000 ชุด ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคไตแบบครบวงจร โดยคาดว่าจะนำร่องแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2568 ก่อนจะผลักดันเข้าเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพ คาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อชุดตรวจจากต่างประเทศได้ 6 แสนบาท และลดค่าใช้จ่ายสาธารณสุขมากกว่า 100 ล้านบาท
  • Digital Healthcare Platform แพลตฟอร์มบริการการแพทย์ดิจิทัล ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดของระบบบริการสุขภาพ ลดความแออัดในโรงพยาบาล และสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการสาธารณสุข โดยขยายผลแพลตฟอร์มบริการการแพทย์ปฐมภูมิ สนับสนุนหน่วยบริการนวัตกรรมตามนโยบาย สปสช. และบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ช่วยคนไทยได้ใช้ประโยชน์กว่า 3 ล้านคน จำนวนการใช้บริการมากกว่า 8 ล้านครั้ง สนับสนุนหน่วยบริการทางการแพทย์มากกว่า 6,200 แห่ง รวมถึงสนับสนุนนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ของรัฐบาล
  • วัคซีนสัตว์ พัฒนาวัคซีน ASF สายพันธุ์ไทย เพื่อเป็นความหวังใหม่ในการสู้กับโรคระบาดในสุกร จากการที่ประเทศไทยประกาศการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (Africa Swine Fever: ASF) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2565 สร้างความเสียหายในอุตสาหกรรมมากกว่า 1.5 แสนล้านบาท แม้ว่าหลายประเทศได้เร่งพัฒนาวัคซีน แต่ยังคุณภาพไม่ดีพอ สวทช. โดยไบโอเทค เร่งพัฒนาวัคซีน ASFV ต้นแบบชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ จากไวรัสสายพันธุ์ไทย เพื่อสู้กับโรคระบาดในสุกร และลดการนำเข้าวัคซีน ปัจจุบันวางแผนทดสอบต้นแบบวัคซีนในฟาร์มสุกร 12 แห่ง โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐและเอกชน 80 ล้านบาท
  • National AI Ecosystem พัฒนาระบบนิเวศส่งเสริมการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ในภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม พร้อมทั้งเสริมศักยภาพคนไทยก้าวทันโลกอนาคต โดยมีการสนับสนุนแพลตฟอร์ม “AI for Thai” ที่มีสถิติการใช้งานสูงสุดมากกว่า 1 ล้านครั้งต่อเดือน สนับสนุน Medical AI Data Sharing ที่มีข้อมูลมากกว่า 2 ล้านภาพครอบคลุม 9 โรคสำคัญ โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ผ่านการให้บริการ LANTA ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ สำหรับการวิจัยด้าน AI และสนับสนุนพัฒนา Thai LLM เป็น OpenThaiGPT ที่พัฒนาโดยคนไทย

ย้อนอ่าน : อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผอ.ใหม่ นาโนเทค สวทช. เดินหน้า “4SF” ผลักดันนวัตกรรม ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

มิติที่ 3 ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ด้วย 3 โครงการหลัก ได้แก่

  • Traffy Fondue แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง ปฏิรูปการร้องเรียน เชื่อมต่อทุกปัญหา เชื่อมโยงประชาชนเข้ากับหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อยกระดับสังคมเมืองให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ปัจจุบันมีจังหวัดที่ใช้งานทุกหน่วยราชการของจังหวัดมากถึง 23 จังหวัด ผ่านการรับเรื่องแจ้งทั่วประเทศมากกว่า 1 ล้านเรื่อง ครอบคลุมประชากรมากกว่า 30 ล้านคน คิดเป็น 45% ของประชากรทั่วประเทศ ขยายผลการใช้งานแล้วมากกว่า 15,000 หน่วยงาน
  • ทุ่งกุลาม่วนซื่น ส่งเสริมเกษตรกร/ผู้มีรายได้น้อย ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี สินค้าเกษตรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ มากกว่า 5,000 คน 40 หน่วยงาน ยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารมูลค่าสูงผ่านกลไก ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เกิด 10 ผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้ชุมชนมากกว่า 82 ล้านบาท ช่วยสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมถั่วเขียวแบบครบวงจร ช่วยพลิกผืนดินทุ่งกุลาร้องไห้ ให้เป็น “ทุ่งกุลาม่วนชื่น อยู่ดี มีแฮง”
    3.แพลตฟอร์มสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสาร สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ เป็นแพลตฟอร์มสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารของคนพิการ แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อบริการสื่ออ่านง่ายสำหรับบุคคลที่บกพร่องทางการรับรู้ เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสร้างงานและสร้างรายได้ มีหน่วยงานนำไปใช้ประโยชน์มากกว่า 130 หน่วยงาน ผู้ได้รับประโยชน์มากกว่า 142,000 คน

มิติที่ 4 สร้างความยั่งยืนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วย 2 โครงการหลัก ได้แก่

  • การพัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูล CO2, CE, SDGs เพื่อการค้าและความยั่งยืน โดย เอ็มเทค สวทช. สร้างฐานข้อมูลพัฒนาตัวชี้วัดสำคัญเพื่อสนับสนุนแนวทาง SDGs ปรับปรุงฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตระดับประเทศ สนับสนุนภาครัฐและภาคเอกชน นำพาประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ลดการกีดกันทางการค้า โดยผลักดันให้มีผู้ใช้ประโยชน์มุ่งสู่ NET ZERO 180 หน่วยงาน สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มากกว่า 7 แสนตัน สร้างผลกระทบมากกว่า 5,500 ล้านบาท และช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยสู่ตลาดโลกด้วยฐานข้อมูลเพื่อตอบมาตรการ CBAM สำหรับอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม เหล็ก และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในอนาคต
  • Industry 4.0 Platform แพลตฟอร์มรวบรวมบริการและกิจกรรมช่วยผู้ประกอบการไทย ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตลดต้นทุนการผลิตและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดย สวทช. สนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรมประเมินอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยตัวเอง (Self-assessment) ผ่านการใช้งานระบบ Thailand 14.0 CheckUp มากกว่า 405 ราย มีเป้าหมายให้ได้ 5,000 รายภายในปี 2571 โดยมีศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ที่จะช่วย Upskill/Reskill ผลักดันอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืน นอกจากนี้การดำเนินงานโครงการ IDA (Industrial IoT and Data Analytics) Platform เพื่อยกระดับโรงงานอุตสาหกรรม ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้ทรัพยากร
    • IDA Platform ช่วยยกระดับภาคการผลิต เกิดการลงทุนด้าน วทน. ในโรงงาน 1 ล้านบาท สร้างผลประโยชน์ 102 เท่าของเงินทุน ลดความสูญเสียกำลังการผลิต 126 ล้านบาท เกิดการลงทุนเพิ่มมากกว่า 600 ล้านบาท
    • โรงงาน THE PETCO IDA ช่วยวางแผนการใช้พลังงานไฟฟ้า สร้างผลกระทบและการลงทุนเพิ่ม มากกว่า 1 ล้านบาท สร้างผลประโยชน์ 1.4 เท่าของเงินลงทุน ช่วยประหยัดพลังงาน เพิ่มกำลังการผลิต สร้างความเสถียรของระบบและผลิตภัณฑ์

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่ชุมชน สวทช. ส่งเสริมเทคโนโลยีสร้างอาชีพให้เกษตรกรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้และพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ มากกว่า 10,000 คน สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมประมาณ 500 ล้านบาท

ด้านการพัฒนากำลังคนและสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สวทช. ส่งเสริมการเรียนรู้ให้เด็กและเยาวชนมากกว่า 17,000 คน สนับสนุนทุนให้แก่บัณฑิตและนักวิจัยอาชีพมากกว่า 500 คน

ด้านการสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ สวทช. มีบทความตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ 724 เรื่อง ยื่นขอจดทรัพย์สินทางปัญญา 247 รายการ พร้อมทั้งได้รับรางวัลระดับนานาชาติและระดับชาติมากถึง 78 รางวัล

Advertisement

ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับในปี 2568 สวทช. ยังคงมุ่งมั่นนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ขยายผลงานวิจัยไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ตามนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ศุภมาส อิศรภักดี ได้เน้นย้ำให้เร่งผลักดันงานวิจัยเข้าถึงประชาชนทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งมั่นดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ 5 ปี สวทช. (พ.ศ. 2566-2570) ซึ่ง สวทช. ตั้งเป้าทิศทางการทำงานด้วยกลยุทธ์ “S&T Implementation for Sustainable Thailand” โดยตั้งเป้าหมายผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ S&T Implementation เพิ่มขึ้นมากกว่า 7 ล้านคน และหน่วยงานรับถ่ายทอดผลงานวิจัยมากกว่า 20,000 หน่วยงาน โดยเน้น 4 กลยุทธ์ ในการดำเนินงาน ได้แก่

  • ขับเคลื่อนแผนงาน S&T Implementation for Sustainable Thailand ร่วมกับพันธมิตรสำคัญในการขยายผลสู่การใช้ประโยชน์
  • สร้างความเข้มแข็ง ความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีฐานด้านที่สำคัญของประเทศ เพื่อตอบ S&T Ecosystem ของประเทศ
  • สร้างการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานของ สวทช. และการพัฒนาบุคลากรด้าน วทน.
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากร”

“จะเห็นได้ว่าแต่ละโครงการ ประชาชนต้องได้ใช้ประโยชน์จากผลงานของ สวทช. ผ่านหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน ที่มีหน้าที่โดยตรง และมีความต้องการเอาผลงานของ สวทช. ไปขยายผล นั่นคือเป้าหมายที่ทำให้งานวิจัย เข้าถึงประชาชนจำนวนมาก และถึงผู้ใช้ประโยชน์จริง นั่นคือเป้าหมายหลักของ สวทช.” ดร.ชูกิจ กล่าว

ดร.ชูกิจ ระบุว่า เรื่องเร่งด่วนที่จะต้องเร่งทำในปี 2568 คือสิ่งที่ สวทช. นำมาเป็นกลยุทธ์ที่จะทำในปีหน้า ซึ่งตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ สวทช. มีผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ที่พร้อมต่อการนำไปใช้ ขณะเดียวกัน เรื่อง AI กำลังอยู่ในขั้นตอนการผลักดันให้รัฐบาลของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในการขับเคลื่อนกรรมาธิการด้านปัญญาประดิษฐ์ต่อ แต่ที่ผ่านมาก็เป็นเรื่องดีที่ประเทศไทยมีแผนปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ สวทช. ได้มีโอกาสปฏิบัติตาม

นอกจากนี้เรื่องของคาร์บอนเครดิตที่จำเป็นจะต้องร่วมกับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ในการจัดทำแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนเครดิต โดยเฉพาะการจัดเก็บข้อมูลและทำให้ง่ายต่อการนำไปใช้และทำรายงาน เพื่อให้ประเทศไทยมีมาตรฐานเดียวกันกับต่างประเทศและนับเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถอยู่รอดได้ในสภาวะภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่รุนแรงในปัจจุบัน

“หนึ่งในความท้าทายคือคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยไม่สามารถนำไปขายในต่างประเทศได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านมาตรฐานที่แตกต่างกัน ซึ่งในต่างประเทศองค์กรที่ดูแลมาตรฐานเหล่านี้ก็พยามจะสร้างรายได้ซึ่งถ้าเป็นรายจ่ายของประเทศไทย ดังนั้น สวทช. จึงพยายามนำ Framework หรือกรอบแนวคิดของมาตรฐานเหล่านั้นน่าใช้ เพื่อลดรายจ่ายให้กับทางภาครัฐและผู้ประกอบการของประเทศไทย โดยฝึกงานวิจัยและนวัตกรรมของคนไทย”

Advertisement

“ขณะที่ สวทช. จะได้มีจุดมุ่งหมายในการสร้างรายได้ให้ภาครัฐเป็นหลักแต่เงื่อนไขหนึ่งที่สำนักงบประมาณและหน่วยงานอื่นๆตั้งเป็นเกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพการทำงานคือ ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเหล่านี้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์มากเพียงพอที่ภาคเอกชนพร้อมที่จะจ่ายเงินใช้งานผลงานวิจัยของ สวทช. แม้จะไม่ได้เก็บเต็มราคาก็ตาม ขณะเดียวกันอีกมิติหนึ่งที่ต้องการตอบโจทย์คือ การสร้างผลกระทบเชิงสังคมในการสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้เพื่อให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ให้สามารถสร้างรายได้อย่างยังยืนได้”

Continue Reading
Advertisement