ธุรกิจ
“สกาลา” โรงหนังสแตนด์อโลนที่ต้องเปลี่ยนไปในโลกธุรกิจ
“สกาลา” โรงหนังสแตนด์อโลนใจกลางสยามสแควร์ สถานที่ดูหนังนอกกระแส ทำเลถ่ายรูปสุดชิคของวัยรุ่นยุคใหม่ หรือโรงหนังมากความทรงจำของหนุ่มสาวยุคก่อน ถึงเวลาที่ต้องลำอาไปอยู่ใน “ความทรงจำ”
เรื่องโดย : ปณิดดา เกษมจันทโชติ
“สกาลา” ก่อนจากลา
อดีต “สกาลา” คือธุรกิจโรงหนังที่เคยเฟื่องฟูในยุคที่เทคโนโลยียังไม่ได้อยู่ในมือของทุกคนอย่างวันนี้ ทำให้คนที่อยากดูหนังก็ต้องมุ่งหน้าที่ไปที่โรงหนัง
ในเวลาต่อมาโรงหนังเริ่มทำหน้าที่เป็นสถานที่พิเศษสำหรับคนที่ต้องการบรรยากาศการรับชม มากกว่าแค่การรับรู้เรื่องราวของหนังผ่านการนั่งดูผ่านโทรทัศน์ที่บ้าน หรือหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ทำให้ในช่วงหลัง “สกาลา” กลายเป็นโรงหนังสุดคลาสสิคที่เน้นการหนังที่ไม่อิงกับ box office ที่คอหนังนอกกระแส หรือหนังเฉพาะกลุ่ม ต้องมาเช็คอินทุกครั้งที่มีเวลา
แม้สกาลาจะเป็นโรงหนังที่ค่อนข้างมีจุดเด่นในการเลือกเพลย์ลิสต์หนัง แถมยังมีสถาปัตยกรรมที่รูปแบบอาร์ต เดโค โอ่อา หรูหรา และสวยงาม ยากจะหาโรงหนังไหน ๆ ในศักราชนี้เทียบเท่า อีกทั้งยังอนุรักษ์การจำหน่ายตั๋วแบบไม่ใช่ระบบคอมพิวเตอร์ เขียนใบต่อใบ ในราคาหลักร้อยต้นๆ

ความพิเศษที่หาไม่ได้จากที่ไหน ทำให้ทุกครั้งไปสกาล่า เสมือนได้นั่งไทม์แมชชีนมารำลึกความหลังทุกครั้งที่ก้าวเข้ามาในโรง โดยเฉพาะคนที่มีความทรงจำกับสกาล่าในอดีต
แต่ความโดดเด่นที่ว่ามานี้อาจไม่เพียงพอ ที่จะทำให้โรงหนังเหล่านี้มีรายได้มากพอที่จะหล่อเลี้ยงธุรกิจ เป็นจุดเริ่มต้นให้สกาลามีบริการใช่เช่าสถานที่ โรงหนัง และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อจัดงานแสดงละคร แฟชั่นแคทวอล์ค คอนเสิร์ต จัดประชุม เปิดตัวสินค้า หรือนิทรรศการ ฯลฯ เพื่อสร้างรายได้อีกทาง
แต่การเปลี่ยนแปลงที่สกาลาไม่อาจต้าน คือการที่ทุกคนสามารถเข้าถึงความบันเทิงแทบทุกรูปแบบได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องเดินทาง แถมจัดเพลย์ลิสต์ได้เองตามความสนใจ เช่น การเสนอขายแอคเคาท์สมาชิกที่ดูได้หลายเรื่องแบบเหมาๆ เปลี่ยนบัตรที่นั่งพิเศษที่มาอยู่ในแอคเคาท์พรีเมียมที่ดูได้แบบไม่อั้น ทำให้โรงหนังไม่ใช่จุดหมายปลายทางเพียงหนึ่งเดียวของคนที่ต้องการดูหนังอีกต่อไป

โรงหนังสแตนด์สโลนที่เปลี่ยนไป
แน่นอนว่า “สกาล่า” ไม่ใช่โรงหนังแห่งแรกที่ตกอยู่ในสภาวะนี้ ก่อนหน้านี้ไม่นาน “ลิโด” โรงหนังสแตนด์อโลนอีกแห่งที่ตั้งมายาวนานร่วม 50 ปี อยู่ถัดกันไปไม่ไกลในย่านสยามสแควร์ ก็เปลี่ยนตัวเองไปเป็น “ลิโด้ ตอนเน็คท์” (LIDO CONNECT) ภายใต้การนำของค่ายเพลง LOVEiS
หลังจากที่ไม่ต่อสัญญาเช่ากับสำนักจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) โดยมีการแปลงโฉมให้เหมือนโรงหนังลิโดสมัยก่อนปี 2536 โดยพื้นที่ชั้น 1 ปรับสู่พื้นที่ค้าขาย ที่มีทั้งกลุ่มร้านอาหาร เครื่องดื่ม และเปิดกว้างให้กับร้านค้าอื่นๆ ส่วนพื้นที่ชั้นที่ 2 แปลงเป็น Co-performing Space ปรับพื้นให้เหมาะกับการแสดงสดทุกประเภท
อีกหนึ่งตัวอย่างของโรงหนังสแตนด์อโลน ที่กลายเป็นเพียงความทรงจำคือ 3 โรงหนังชื่อดังย่านวังบูรพา นั่นคือ “โรงหนังแกรนด์” ตั้งอยู่ริมถนนมหาไชย ฉายหนังไทย ถัดมาเป็น “โรงหนังคิงส์” ตั้งอยู่หัวมุมถนนมหาไชย ฉายหนังฝรั่ง และ “โรงหนังควีนส์” ฉายหนังแขกและหนังจีนเป็นครั้งคราว ซึ่งโรงหนังทั้ง 3 โรงนี้คือแลนด์มาร์กความบันเทิงที่รุ่งเรืองในช่วงปี 2495 จนถึงต้นๆ ปี 2500
ปัจจุบันศูนย์การค้าวังบูรพายังคงมีอยู่ แต่โรงหนังแกรนด์และโรงหนังคิงส์ได้ถูกทุบให้ทะลุกัน เพื่อปรับพื้นที่เป็น “เมก้า พลาซ่า” หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ “ห้างสรรพสินค้าเมอรี่ คิงส์” ก่อนหน้านี้
ขณะที่โรงหนังควีนส์ ช่วงแรกถูกปรับเป็นลานจอดรถของห้างเซ็นทรัล แต่ปัจจุบันกลายเป็นศูนย์ค้าส่งค้าปลีก “ไชน่าเวิลด์” ที่เจาะตลาดธุรกิจเป็นค้าส่ง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกับสำเพ็ง พาหุรัด บ้านหม้อ เป็นแหล่งค้าส่งสินค้า อาทิ ผ้า เครื่องประดับ ฯลฯ ซึ่งสอดคล้องกับทำเล และกลุ่มลูกค้าในย่านนั้น

การเปลี่ยนแปลงที่ดูน่าใจหายกับธุรกิจกลุ่มนี้เกิดขึ้นให้เห็นบ่อยๆ จนแทบจะเป็นเรื่องปกติ
ด้วยหลายปัจจัยที่ทำให้จำเป็นต้องเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งในมิติของพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีความต้องการต่างไปจากเดิม ความนิยมตามยุคสมัย การดิสรัปชั่นของเทคโนโลยีที่ทำให้ใครๆ ก็เข้าถึงความบันเทิงได้แม้ไม่ได้ไปโรงหนัง รวมไปถึงต้นทุนในเชิงธุรกิจ ที่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จนต้องพิจารณากลายสภาพโรงหนังสแตนด์อโลนเหล่านี้ให้อยู่ในธุรกิจที่สามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่า
อย่างไรก็ตาม การปิดตัวของสกาล่าในวันนี้ ไม่ได้บอกนี่คือธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่มันกำลังบอกว่า ทุกธุรกิจจะต้องเปลี่ยนตัวเองในวันที่โลกเปลี่ยนไป ตามวงจรชีวิตของธุรกิจที่เกิดขึ้นได้ทั่วไป ที่ต้องเลือกว่าจะปรับ หรือกลายเป็นเพียงความทรงจำ
นับจากนี้โรงหนังสแตนด์อโลนกลายเป็นเพียงเรื่องเล่า ที่สะท้อนให้เห็นว่าไม่มีอะไรจีรังเท่าความไม่จีรัง และสิ่งที่น่าติดตามต่อไปหลังจากนี้คือพื้นที่ความทรงจำของสกาลาจะเปลี่ยนไปเป็นอะไร ที่จะสร้างความทรงจำใหม่ ๆ นับจากที่หยุดให้บริการอย่างถาวรตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป
อ้างอิง: thepeople zcooby กรุงเทพธุรกิจ
