Connect with us

การศึกษา

“แทงคิว” หนึ่งในเคล็ดลับความสำเร็จทางการศึกษาของนักเรียนญี่ปุ่น

Published

on

เมื่อนึกถึงโรงเรียนและนักเรียนญี่ปุ่น หลายคนก็คงจะได้ยินกิตติศักดิ์ของประเทศที่มีคุณภาพในการจัดการศึกษาที่สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านความเป็นเลิศในตัวผู้เรียน และต้นกำเนิดของเคล็ดลับการอ่านหนังสือมากมาย ที่ได้รับการเผยแพร่บนโซเชียลมีเดียไทย แต่อะไรที่ทำให้นักเรียนและการจัดการศึกษาในโรงเรียนญี่ปุ่น มีคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่สูงขนาดนี้กัน วันนี้เราจะมาเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน

Story By : zephyr

โดยเมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสพบกับเพื่อนที่เป็นนักเรียนญี่ปุ่นและกำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนญี่ปุ่น เพื่อนของผมได้นำทัวร์และนำเสนองานโครงงานบูรณาการ การศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเองในโรงเรียน ในชื่อที่เรียกว่า “แทงคิว”

คำว่า “แทงคิว” ในภาษาไทยเราก็คงจะแปลได้ประมาณว่า “โครงงานบูรณาการ” คือ การตั้งปัญหา สมมติฐาน ทดลอง และ สรุปผล แต่ที่ต่างกันก็คงเป็นความจริงจังและรูปแบบงานที่แตกต่างกันไปไม่น้อยเลย ในโรงเรียนญี่ปุ่น โครงงาน หรือ แทงคิว จะจัดทำในทุกระดับชั้นเรียนของโรงเรียน โดยแบ่งเป็นกลุ่มประมาณ 4-5 คน ไม่ได้มีการจำกัดการจับกลุ่มเฉพาะในห้องเรียน หรือ ชั้นเรียน และหัวข้อที่สนใจ แต่ให้คิดหัวข้อที่สามารถนำมาบูรณาการและใช้ได้เลยในชีวิตจริง มิใช่แค่เพียงไอเดียที่มีเผื่อไว้ทำในอนาคต และยังรวมถึงปัญหาในสังคมโลกปัจจุบันต่าง ๆ อีกด้วย

Advertisement

สิ่งสำคัญที่ทำให้ผมมองว่า โครงงานบูรณาการของญี่ปุ่นแตกต่างจากไทย คือ ไม่มีการบังคับใด ๆ จากทางคุณครูประจำชั้นหรืออาจารย์ที่ปรึกษาเลย เด็กนักเรียนจะดำเนินการงานเองทั้งหมด และ นักเรียนทุกคนก็ให้ความสนใจในเรื่องที่ทำนั้นๆจริง ๆ ไม่ใช่แค่เพียงเพื่อมีชิ้นงานส่งหรือนำเสนอเท่านั้น นอกจากนี้นักเรียนคนอื่นก็ยังสามารถมาเข้าร่วมรับฟังการนำเสนอของกลุ่มอื่น ๆ ในหัวข้อที่ตนเองนั้นสนใจได้อีกด้วย

การทดลอง สภาพแวดล้อมส่งผลต่อการเจริญเติบโตของ “มอส” อย่างไร ?
การทดลอง สภาพแวดล้อมส่งผลต่อการเจริญเติบโตของ “มอส” อย่างไร ?

นอกจากนี้ ในส่วนการนำเสนอ ยังมีการจัดสรรเวลาที่ลงตัว และ ชัดเจน ทำให้ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนนักเรียน พ่อแม่ผู้ปกครองหรือบุคคลภายนอกที่สนใจก็สามารถจัดเวลามาเข้าร่วมรับชม-รับฟังได้อีกด้วย โดยใช้เวลาไม่นานเพียงแค่ประมาณ 4-5 นาทีเท่านั้น เป็นนำเสนอเฉพาะแก่นสำคัญของเนื้อหานั้น ๆ มีความกระชับ สั้น คลอบคลุมและได้ใจความ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้ “แทงคิว” ของนักเรียนญี่ปุ่นต่างกับโครงงานไทยในโรงเรียนบ้านเรานั่นเอง

ภาพบุคคลและบรรยากาศทั้งหมดในบทความนี้ได้รับการอนุญาตจากบุคคลในภาพและบันทึกภาพโดยผู้เขียนเองทั้งหมด