Connect with us

ข่าว

AIS Business ผนึกกำลัง ไมโครซอฟท์ เปิดตัวโครงการ AI Ready for SMEs ยกระดับศักยภาพธุรกิจไทย

Published

on

เอไอเอส (AIS)

สำนักข่าวบริคอินโฟ เอไอเอส บิสซิเนส (AIS Business) ประกาศความร่วมมือกับ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย (Microsoft Thailand) เปิดตัวโครงการ AI Ready for SMEs เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ของไทยที่มีมากกว่า 3.13 ล้านราย สามารถเข้าถึงและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการออกแบบแพ็กเกจที่เหมาะสม การจัดอบรมพัฒนาทักษะ และการสร้างโซลูชันเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

การขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การนำเสนอแพ็กเกจ SME AI Ready ที่ผสานการทำงานของ Microsoft 365 และ Copilot พร้อมบริการดูแลหลังการขายผ่านสายด่วน 1740 โดยลูกค้าที่สมัครใช้งานกลุ่มแรกจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการฝึกอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้งาน กลยุทธ์ต่อมาคือการพัฒนาทักษะ AI ผ่านกิจกรรมโรดโชว์ทั่วประเทศเพื่ออบรมผู้ประกอบการกว่า 700 รายภายในสิ้นปี 2569 รวมถึงการเปิดให้เข้าถึงหลักสูตรออนไลน์จากโครงการ Microsoft Elevate และกลยุทธ์สุดท้ายคือการพัฒนา SME AI Agent ซึ่งเป็นโซลูชันที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างผู้ช่วยอัจฉริยะเฉพาะด้านบน Copilot ได้ โดยนำร่องจากผู้ช่วยด้านธุรกิจและมีแผนขยายไปยังสายงานอื่น ๆ ในอนาคต

นายภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ระบุถึงความท้าทายของกลุ่มธุรกิจรายย่อยในการเข้าถึง เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการยังคงเผชิญกับปัญหาข้อมูลและเอกสารที่กระจัดกระจาย ทำให้ไม่สามารถนำข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์ทางธุรกิจได้อย่างเต็มที่ รวมถึงยังมีข้อจำกัดด้านความรู้ความเข้าใจ ความกังวลเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลบริษัท ตลอดจนการขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลรักษาระบบไอที ดังนั้นเป้าหมายสำคัญของโครงการ AI Ready for SMEs ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง เอไอเอส และ ไมโครซอฟท์ คือการสร้างความเข้าใจและสนับสนุนให้เกิดการใช้งานจริงอย่างรวดเร็ว ผ่านการมีเทมเพลตสำเร็จรูป ช่วยปกป้องข้อมูลไม่ให้สูญหาย และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ประกอบการมั่นใจในมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยระดับองค์กร ภายใต้แนวคิดการทำน้อยแต่ได้ผลลัพธ์มาก

การขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวประกอบด้วยกลยุทธ์หลัก ทั้งการพัฒนาทักษะผ่านกิจกรรมโรดโชว์ที่ตั้งเป้าเข้าถึงผู้ประกอบการ 700 รายภายในปี 2569 การเปิดหลักสูตรออนไลน์ และไฮไลต์สำคัญคือการออกแบบแพ็กเกจ SME AI Ready สำหรับธุรกิจรายย่อยโดยเฉพาะ ซึ่งมีราคาเริ่มต้น 499 บาทต่อเดือน โดยผู้ใช้งานจะได้รับสิทธิ์โทรฟรี 200 นาที ใช้อินเทอร์เน็ตไม่จำกัดสำหรับการใช้งาน Microsoft 365 และได้สิทธิ์การใช้งาน Microsoft 365 Business Basic ที่มาพร้อม Secure AI Chat นอกจากนี้ยังมีแพ็กเกจ 659 บาทต่อเดือน ที่ผู้ใช้งานจะได้รับการเข้าถึง Copilot Business พร้อมสิทธิ์การเข้าร่วมฝึกอบรมทักษะด้าน AI ทั้งรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ รวมถึงได้รับ AI Agent Template เพื่อนำไปปรับแต่งผู้ช่วยอัจฉริยะให้เหมาะสมกับธุรกิจตนเอง โดยทุกแพ็กเกจจะได้รับการดูแลจากทีมผู้เชี่ยวชาญ AIS Service Desk ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสายด่วน 1740 นอกจากนี้สำหรับผู้ที่สมัครแพ็กเกจ Copilot 1,000 รายแรก จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการเวิร์กช็อปวิธีใช้ฟรีและสำหรับจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการเวิร์กช็อปวิธีใช้ฟรีและสำหรับลูกค้าที่สมัครใช้บริการตั้งแต่ 10 ไลเซนส์ขึ้นไปจะได้รับสิทธิ์การฝึกอบรมแบบ Private ออฟฟิศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

Advertisement

ไมโครซอฟท์ชี้ AI คือ “ผู้ช่วยระดับด็อกเตอร์” ที่จะมาอุดช่องว่างทางธุรกิจ

ทางด้าน นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และตลาดใหม่ (Microsoft) ระบุว่า ปัจจุบันทุกประเทศทั่วโลกต่างกำลังสรรหาโอกาสในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาสร้างแต้มต่อทางธุรกิจ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวได้เข้ามาเปลี่ยนวิถีการทำงานเดิมๆ และวิธีคิดไปอย่างสิ้นเชิง โดยทำหน้าที่เสมือนผู้ช่วยส่วนตัวที่สามารถเชื่อมช่องว่างในทุกเวอร์ชันและทุกสายอาชีพ ซึ่งในปัจจุบันความรู้ของเทคโนโลยี AI ที่อยู่ในระบบนั้นได้รับการพัฒนาจนมีความรู้เทียบเท่าระดับด็อกเตอร์แล้ว

ในอดีตผู้ประกอบการรายย่อยมักเผชิญข้อจำกัดด้านทักษะและงบประมาณในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล แต่ AI ได้เข้ามาช่วยลดข้อจำกัดเหล่านี้ ความได้เปรียบในปัจจุบันจึงไม่ได้อยู่ที่ขนาดขององค์กร แต่อยู่ที่ความเร็วในการนำเทคโนโลยีไปปรับใช้ สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ ไมโครซอฟท์ได้นำ Microsoft Copilot เข้ามาช่วยกลุ่ม SMEs ยกระดับการให้บริการด้านการสื่อสารและการสนับสนุนลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมงในทุกวัน (24/7) รวมไปถึงการนำมาใช้ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ

จุดเด่นที่สำคัญคือด้านความปลอดภัย โดยมีระบบจำกัดการเข้าถึงเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลสำคัญของบริษัทถูกนำออกไปใช้โดยบุคคลภายนอกองค์กรได้ฟรี อีกทั้งผู้ใช้งานยังสามารถสร้าง AI Agent เฉพาะทางของตนเองได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

นายธนวัฒน์ เชื่อมั่นว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะสามารถขับเคลื่อนธุรกิจ SMEs ไทยเข้าสู่ความสำเร็จในยุค AI ได้อย่างยั่งยืน ผ่านการผลักดัน 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่

Advertisement
  •  การสร้างนวัตกรรมที่สร้างความแตกต่าง
  •  การพัฒนาระบบนิเวศรอบด้านเพื่อส่งเสริมการเติบโต
  •  การสร้างเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้และปลอดภัย
  •  การฝึกอบรมทักษะของแรงงานให้เน้นการเกิดการใช้งานได้จริง

ขณะที่ นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ได้ให้ความเห็นว่า ทางสภาฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โครงการ AI Ready for SMEs นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยีและเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีระดับนานาชาติ

นายสุปรีย์ ระบุต่ออีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกลุ่มธุรกิจ SMEs อยู่ประมาณ 3.2 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 70 ของการจ้างงานทั้งประเทศ และสร้างรายได้ร้อยละ 35 ของประเทศ

โดยสามารถแบ่งขนาดธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  • กลุ่มไมโคร (Micro) จำนวนพนักงาน 1-5 คน เช่น ร้านค้าปลีกอาหารและฟรีแลนซ์
  • กลุ่มขนาดย่อม (Small) จำนวนพนักงาน 6-50 คน เช่น คลินิกและโรงงานขนาดเล็ก
  • กลุ่มขนาดกลาง (Medium) จำนวนพนักงาน 51-200 คน เช่น อุตสาหกรรมการผลิตและซอฟต์แวร์

ซึ่งกลุ่มธุรกิจเหล่านี้มีโอกาสประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ในอุตสาหกรรมหลัก เช่น ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งที่คิดเป็นร้อยละ 40 ของ SMEs ทั้งหมด สามารถนำแชตบอต การบริหารคลังสินค้าอัจฉริยะ และการทำการตลาดระดับบุคคลมาใช้งาน ในขณะที่อุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยวสามารถใช้ AI วางแผนการเดินทางส่วนตัวหรือแปลภาษาแบบเรียลไทม์ รวมไปถึงภาคการเกษตรที่สามารถนำไปช่วยทำเกษตรแม่นยำและพยากรณ์อากาศ

ผลลัพธ์เชิงประจักษ์จากการนำ AI มาใช้นั้น สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทยประเมินว่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการประหยัดเวลาได้ถึง 120 ชั่วโมงต่อเดือน เพิ่มผลผลิตจากการใช้ระบบอัตโนมัติ และยกระดับการบริการลูกค้าได้ดีขึ้นร้อยละ 65 ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 67 เป็นร้อยละ 80.6 อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องตระหนักถึงควบคู่กันไปคือการกำกับดูแลเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยของข้อมูลและสิทธิส่วนบุคคล เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะเปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนกันยายน 2569 โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ของโครงการ

Advertisement
Continue Reading
Advertisement