Connect with us

การเมือง

ดร.โจ-ชัยวัฒน์ นำทีมพรรคประชาชนลงพื้นที่รามคำแหง 53 ชูนโยบายเพิ่มจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอย แก้ปัญหาส่วย

Published

on

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ลงพื้นที่รามคำแหง 53 เสนอนโยบายเพิ่มจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอย ดึงพื้นที่ร้างทำที่ค้าขาย มุ่งแก้ส่วยและจัดระเบียบทางเท้าอย่างยั่งยืน

สำนักข่าวบริคอินโฟ – ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 10 พรรคประชาชน (People’s Party) พร้อมด้วย อธิการ ถิรวิริยพล ผู้สมัคร ส.ก. เขตวังทองหลาง เบอร์ 2 ลงพื้นที่ซอยรามคำแหง 53 นำเสนอนโยบายจัดการหาบเร่แผงลอยเพื่อสร้างสมดุลระหว่างผู้ค้าขายและคนเดินทางเท้า พร้อมมุ่งแก้ปัญหาระบบส่วยและฟื้นฟูเศรษฐกิจในชุมชน

จากการลงพื้นที่รับฟังปัญหาการสัญจรและพื้นที่ค้าขายในซอยรามคำแหง 53 พบปัญหาสำคัญคือรถจอดกีดขวางการจราจรและการตั้งหาบเร่แผงลอยริมถนน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชน โดยที่ผ่านมา กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีการจัดระเบียบทางเท้าเพื่อคืนพื้นที่ให้ประชาชน แต่ทำให้ผู้ค้าจำนวนหนึ่งที่ยังต้องการพื้นที่จำหน่ายสินค้าหันไปลักลอบค้าขายในจุดที่ไม่ใช่จุดผ่อนผัน จนนำไปสู่ปัญหาระบบส่วยในพื้นที่

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร กล่าวว่า “พรรคประชาชนจึงตั้งใจออกแบบนโยบายที่สร้างจุดสมดุลระหว่างผู้สัญจรและผู้ค้าขาย เพื่อให้นโยบายที่ออกมาตอบโจทย์คนกรุงเทพฯ ทุกกลุ่ม” โดยนโยบายหลักคือการเพิ่มจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอยเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงอาหารราคาถูก โดยจะสำรวจพื้นที่ศักยภาพมาพัฒนา เช่น พื้นที่ใต้ทางด่วน พื้นที่ริมทางรถไฟ พื้นที่เอกชนที่ยินยอมเข้าร่วมโครงการ หรืออาคารตึกแถวร้าง เพื่อนำมาพัฒนาเป็นพื้นที่ค้าขายและฟื้นฟูเศรษฐกิจย่านต่าง ๆ

นอกจากนี้ ทางพรรคยังเสนอมาตรการจูงใจภาคเอกชน เช่น การลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือการให้สิทธิประโยชน์ด้านผังเมือง เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์อาหารหรือ Food Court ราคาย่อมเยาในย่านต่าง ๆ ให้มากขึ้น โดยการจัดการหาบเร่แผงลอยจะยังคงยึดสิทธิของผู้ใช้ทางเท้าเป็นหลัก และคำนึงถึงบริบทของแต่ละพื้นที่เพื่อไม่ให้กระทบต่อการสัญจรและคุณภาพชีวิต

Advertisement

ทั้งนี้ ผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคได้ลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ได้รับผลกระทบและกลุ่มผู้ค้าเพื่อหาแนวทางร่วมกัน โดยมีข้อเสนอสำคัญคือการจัดระเบียบพื้นที่ค้าขาย กำหนดจุดและช่วงเวลาที่เหมาะสมในการประกอบการ ซึ่งชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “กรุงเทพมหานครต้องเป็นเมืองที่สามารถออกแบบกติกาและบริหารจัดการพื้นที่ให้ทุกคนใช้ชีวิตร่วมกันได้ ตนเชื่อว่าการจัดระเบียบอย่างมีส่วนร่วมจะนำไปสู่ทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ และทำให้การใช้พื้นที่สาธารณะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนกรุงเทพฯ ทุกคน”

Continue Reading
Advertisement