Connect with us

ข่าว

TH-AI Passport คืออะไร? คุ้มค่าไหมกับงบประมาณ 1,621 ล้าน

Published

on

สำนักข่าวบริคอินโฟ – กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ขับเคลื่อนโครงการ TH-AI Passport หวังยกระดับทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของคนไทย ด้วยการทุ่มงบประมาณกว่า 1,621 ล้านบาท แจกสิทธิ์ใช้งาน Generative AI ระดับพรีเมียมให้ประชาชน 5 ล้านคนฟรี 1 ปี พร้อมแพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์ หวังดันไทยแข่งอาเซียน

TH-AI Passport คืออะไร?

โครงการ TH-AI Passport ดำเนินการโดย สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) มีเป้าหมายเพื่อเป็นเสมือนพาสปอร์ตสู่โลก AI โดยจะมอบสิทธิ์ให้คนไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 5 ล้านคน ได้เข้าใช้งานโมเดล Generative AI ชั้นนำของโลกในระดับเสียเงิน หรือรุ่น Pro จำนวน 12 โมเดล เช่น ChatGPT Plus, Gemini Advanced และ Claude Pro โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 1 ปี นอกจากการเข้าถึงเครื่องมือแล้ว โครงการนี้ยังมีแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบ Learn to Earn ที่รวบรวมคอร์สเรียนออนไลน์ หลักสูตรอัปสกิล และการสอนใช้งานจากบริษัทระดับโลก เพื่อให้ประชาชนสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับอาชีพและสร้างรายได้จริง

สำหรับงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินงานสูงถึง 1,621 ล้านบาท ซึ่งเบิกจ่ายมาจาก กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุน DE) โดยนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.กระทรวงดีอี ระบุว่าการดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เนื่องจากเมื่อหารเฉลี่ยแล้วจะตกเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือนเท่านั้น เมื่อเทียบกับการที่ประชาชนต้องจ่ายค่าสมาชิก AI เองที่ราว 700-800 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายระดับชาติในการลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี และต้องการผลักดันอัตราการเข้าถึง ปัญญาประดิษฐ์ ของประเทศไทย (AI Diffusion) ให้เพิ่มขึ้นจาก 10.7% เป็นประมาณ 23% เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน

อย่างไรก็ตาม แม้โครงการ TH-AI Passport จะมีกำหนดการเตรียมเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 แต่ปัจจุบันกลับเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์และการตั้งคำถามอย่างหนักจากฝ่ายค้านและภาคประชาสังคม โดยเฉพาะประเด็นด้านความโปร่งใส มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการร่างเงื่อนไข TOR ที่อาจส่อไปในทางล็อกสเปกเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่ม รวมถึงกระบวนการประมูลที่ดำเนินการอย่างเร่งรีบและจบลงภายในเวลาเพียง 34 วัน ตลอดจนข้อกังขาถึงความคุ้มค่าของการใช้เงินภาษีหลักพันล้านบาทเพื่อแจกเครื่องมือระดับโปร ว่าจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้งานจริงของประชาชนถึง 5 ล้านคนได้หรือไม่

Advertisement
Continue Reading
Advertisement