Connect with us

บทความ

จำเป็นหรือไม่? ที่วิดีโอเกมต้อง “ขับเคลื่อน” สังคม

Published

on

วงการเกมในพักหลังนี้ คงไม่ใช่เรื่องเกินจริงถ้าจะบอกว่าเป็นอีกช่วงที่ดราม่ากันเดือดที่สุด จากประเด็นของสตูดิโอและบริษัทผู้พัฒนา วิดีโอเกม บางเจ้า รวมถึงองค์กรบุคคลที่ 3 มีความพยายามในการสอดแทรกเนื้อหา และองค์ประกอบเพื่อส่งเสริมความหลากหลาย ทั้งในแง่ของชาติพันธุ์, รูปร่าง-หน้าตา และเพศ ในขณะที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นการทำลายเสน่ห์และความเป็นศิลปะของ “เกม” ด้วยการเรื่องของโลกแห่งจริงมาไว้ในวิดีโอเกม ที่คนมักเล่นเพื่อการผ่อนคลาย โดยมีความเห็นจากชาวโซเชียลต่อดราม่าที่เกิดขึ้นนี้ว่า… “ให้ เกม มันเป็นแค่ เกม ได้มั้ย?”

และเมื่อมองไปถึงบทบาทของ “วิดีโอเกม” ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เนื้อแท้ของมันก็คือ “สื่อบันเทิง” นั่นเลยทำให้เกิดคำถามมากมายถึงจุดยืนของวิดีโอเกม ว่าควรเป็นแค่ความบันเทิงที่เราสนุกไปกับมัน หรือต้องทำหน้าที่เป็นอีกฟันเฟือง ในการช่วยส่งเสริมและขับเคลื่อนสังคมกันแน่?

ในครั้งนี้ The Trivial Space จะพามาวิเคราะห์ว่า “วิดีโอเกม จำเป็นต้องช่วยขับเคลื่อนสังคมหรือไม่?” ผ่านมุมมองจากบุคคลในวงการเกม รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับเกมและสื่อบันเทิงโดยตรง


ดราม่าความหลากหลาย และวงการเกม

ที่มาภาพ : Ubisoft Store

ช่วงที่ผ่านมานี้ ในวงการเกมต่างพากันถกเถียงอย่างกว้างขวาง โดยจุดศูนย์กลางของดราม่านั่นมาจากประด็นเพียงประเด็นเดียว นั่นคือ “ความหลากหลาย” ซึ่งมาจากกระแสการผลักดันความเท่าเทียมในด้านต่างๆ ทั้งในเรื่องของ ชาติพันธุ์, รูปร่าง-หน้าตา และเพศสภาพ โดยมีความเชื่อว่าในฐานะมนุษย์และประชากรคนหนึ่งของโลกใบนี้ พวกเขาควรได้รับการยอมรับ และไม่ยอมถูกกดขี่อีกต่อไป เพียงเพราะพวกเขาเลือกที่จะเป็นสิ่งที่เป็นตัวเอง อีกทั้งยีงมีความพยายามจากหลายฝ่ายในการทำให้ความตระหนักรู้เหล่านี้ให้อยู่ในสายตาของผู้คนมากขึ้น ไม่ว่าจะผ่านเนื้อหาออนไลน์หรือสื่อบันเทิงต่างๆ อย่างในช่วงเดือน Pride Month ที่จัดขึ้นทุกเดือนมิถุนายนของแต่ละปี

ซึ่งปฎิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าเสรีภาพในการเป็นตัวของตัวเองนั้นสำคัญ และสังคมเรายังมีความคิดกดขี่สิ่งที่แตกต่างจากตัวเองอยู่… แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มีอีกฝ่ายที่ออกมาต่อต้านด้วย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมหรือกลุ่มทางศาสนาบางกลุ่ม ที่เชื่อกันว่าความหลากหลายทางเพศเป็นสิ่งที่ผิดในหลักคำสอนที่พวกเขานับถือ ไปจนถึงคนที่ยึดติดภาพกับค่านิยมเดิม ๆ

รวมถึงอีกกลุ่มซึ่งเกิดมาหลังสุด นั่นก็คือผู้ที่ต่อต้านเพราะเบื่อหน่ายและไม่ยอมทนกับการถูก “ยัดเยียด” ความตระหนักรู้ เข้าไปในสื่อบันเทิงที่พวกเขาเสพ ทั้งภาพยนตร์, ซีรีส์ โดยเฉพาะ วิดีโอเกม ด้วยสาเหตุที่ว่าการเพิ่มความหลากหลายเข้าไปโดยไม่สนบริบท เป็นการทำลายความสนุกและคุณค่าทางศิลปะ โดยเฉพาะกับเกมแฟรนไชส์ดังที่มีแฟนคลับมาอย่างยาวนาน

Advertisement

เช่นกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงปีนี้ กับการดัดแปลงหรือทำหน้าตาของตัวละครบางตัวในเกมให้ดู “ไม่สวย” (ในมุมมองของบางคน) ลง ในเกม Fable หรือ Marvel’s Wolverine โดยมีการอธิบายว่าเพื่อทำให้รูปลักษณ์ตัวละครหญิงในเกมนั้นดูสมเหตุสมผล และกรณีของ เกม “Stellar Blade” ที่ถูกชาวเน็ตบางกลุ่ม โดยเฉพาะชาวตะวันตกพากันโจมตี เพราะการทำโมเดลตัวละครสวยและ Sexy เกินจริง และเป็นการกดทับผู้หญิง ทั้งที่ตัวละครหลักของเกมอย่าง “Eve” นั้น มีต้นแบบร่างกายมาจาก “Shin Jae-eun” นางแบบสาวที่มีตัวตนและรูปร่างแบบนี้จริงๆ รวมถึงอีกหลายๆ เกมที่ถูกเพ่งเล็ง เพราะทำตัวละครหญิง “สวยเกินไป”

และกรณีล่าสุดที่ถกเถียงกันร้อนแรง กับเกม “Assassin’s Creed Shadows” ที่ถูกมองว่าพยายามผลักดันเรื่องสีผิวมากเกินไป สำหรับเกมที่มีฉากหลังในประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งข้อสังเกตเรื่องรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเรื่องของช่วงเวลา, สถานที่, ตราประจำตระกูล ไปจนถึงเรื่องที่ถกเถียงกันมากที่สุด อย่างเรื่องที่ “ยาสึเกะ” ชาวแอฟริกันผู้รับใช้ “โอดะ โนบุนากะ” ที่เคยมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นนั้น “เป็นซามูไรหรือไม่?” ต่างกับภาคก่อนๆ ที่แม้จะเป็นเรื่องราวสมมุติ แต่ก็จะคงความถูกต้องและสมจริงทางประวัติศาสตร์ให้ได้มากที่สุด

ซึ่งคนกลุ่มที่เบื่อหน่ายนั้นมีแนวคิดว่า… พวกเขาพยายามหนีจากโลกแห่งความจริงที่โหดร้ายเพื่อเสพความสนุกสนานในโลกของวิดีโอเกม แต่การที่คนบางกลุ่มเอาโลกแห่งความเป็นจริงและแนวคิดที่พวกเขารู้สึกเฉยๆ และไม่ได้เอ็นจอยตามมายัดเยียดในโลกอีกใบ มันคือการ “กดขี่ทางความคิด” จนเกิดประเด็นที่ว่า กลุ่มผู้ส่งเสริมความหลากหลายนี้ กำลังพลิกบทบาทจากคนที่ถูกกดขี่เป็นผู้คนกดขี่ซะเองหรือไม่? และคำถามที่ว่า “ทำไมเราไม่ปล่อยให้ เกม มันเป็นแค่ เกม?”

Advertisement

สำหรับประเด็นของ เกม หรือสื่อบันเทิงต่างๆ นั้น จำเป็นต้องมีหน้าที่ขับเคลื่อนสังคมหรือไม่? ต้องขอสารภาพก่อนว่าตัวผมถือธง “ไม่เห็นด้วย” มาตั้งแต่แรก เพราะโดยส่วนตัวเชื่อว่าสื่อบันเทิง คือสิ่งที่เรามีไว้หลีกหนีความเหนื่อยล้าจากโลกแห่งความเป็นจริง แต่เมื่อนึกถึงวลีที่มักได้ยินบ่อยๆ ในวัยเด็กอย่าง “ดูหนังดูละคร แล้วย้อนดูตัว” ที่หมายถึง “พฤติกรรมของทุกตัวละครมีโอกาสเจอได้ในชีวิตจริง” ซึ่งเป็นเหมือนการสื่อนัยยะทางอ้อมว่า สิ่งที่เห็นในสื่อบันเทิงนั้นสามารถส่งผลต่อสังคมจริงได้ และมันทำให้ผมต้องกลับมาทบทวนความเชื่อตัวเองอีกครั้ง

แต่ในเมื่อผมถือคติเวลามีเรื่องทำนองนี้ว่า “เราจะคิดเองทำไม ในเมื่อเรายืมหัวชาวบ้านคิดได้” (ฮ่วย!) จึงได้ติดต่อไปหาผู้ที่คร่ำหวอดในวงการวิดีโอเกม, Content Creator ที่ชื่นชอบเกมแนวเนื้อเรื่อง และนักวิจัยอิสระด้านอุตสาหกรรมเกมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะมาร่วมแบ่งปันมุมมอง ในฐานะผู้ที่ใกล้ชิดกับวิดีโอเกมและสื่อบันเทิงกันว่า…. “วิดีโอเกม ควรมีหน้าที่ขับเคลื่อนสังคมหรือไม่?”


ความเห็นจากนักเขียนสายเกมรุ่นใหญ่

พี่เค้ก นักเขียนสายวิดีโอเกม (ทางขวามือ)

โดยคนแรกนั้น เราได้รับเกียรติจาก “พี่เค้ก” นักเขียนเจ้าของนามปากกา “StolenHeart” ผู้ที่คร่ำหวอดในวงการ วิดีโอเกม มาอย่างยาวนาน มาแบ่งปันความเห็นเกี่ยวกับคำถามสำคัญนี้ ซึ่งพี่เค้กได้ให้บอกกับ The Trivial Space ว่า…

“ประเด็นในเรื่องของการที่จะทำให้วิดีโอเกมจะต้องเป็น “ตัวขับเคลื่อนสังคม” ให้ Drive ไปในทิศทางที่ถูกที่ควรหรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องของปัจเจกที่ผู้พัฒนาแต่ละเจ้าจะใส่หรือไม่ใส่เข้ามาก็ได้ เป็นทางเลือกและจุดที่ผู้พัฒนาอยากจะเสริมแนวคิดทางการเมืองหรือสังคมต่างๆ ลงไปในผลงานของตัวเอง เพื่อเป็นการเผยแพร่ความเชื่อและแนวคิดที่ว่านี้ให้กับคนอื่นๆ ที่สนใจในผลงานของตนเอง และตระหนักรู้ถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ บนโลกใบนี้ด้วย

Advertisement

หากแต่หลายครั้งที่การแทรกแซงแนวคิดทางการเมืองและสังคมให้เป็นไปในทางที่ตัวเองต้องการ พยายามจะมี Political Correct (ความถูกต้องทางการเมือง) ใน เกม ของตัวเองจนมันไปบดบังสิ่งที่ควรจะเฉิดฉายและสมกับเป็นวิดีโอเกม เช่นในเรื่องของ Gameplay แสนสนุก การนำเสนอในรูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการ Drive สังคมใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งนั่นก็ทำให้หลายๆ เกมที่ควรจะถูกพูดถึงในวงกว้างมากกว่านี้ กลายเป็นตัวตลกหรือ memes บนโลกออนไลน์ไปซะแทน

ตัวอย่างที่ชัดเจนก็ไม่ต้องดูอื่นไกล ล่าสุดเราก็เห็นแล้วว่าเกมอย่าง Assassin’s Creed: Shadows ซีรีส์ภาคีนักฆ่าที่เรื่องราวในภาคนี้มาอยู่ในส่วนของประเทศญี่ปุ่นที่หลายคนรอคอย มี Gameplay ที่ดูดีน่าเล่นไม่น้อย แต่ประเด็นหลายๆ อย่างที่ถูกนำเสนอและตีฟูผ่าน Trailer เปิดตัวของเกมทำให้หลายคนกังขาและต่อต้านอย่างมาก เช่นการนำ Yasuke ที่เป็นคนผิวดำมาใส่เป็นตัวเอกหลักของเกม และยังปรับเปลี่ยนเนื้อหาทางด้านประวัติศาสตร์ที่ควรจะถูกต้องตามสไตล์ของซีรีส์ ซ้ำร้ายเนื้อหาและรายละเอียดหลายอย่างก็ขาดความเที่ยงตรงถูกต้อง จนกลายเป็นประเด็นที่คนที่เกลียดอะไรแบบนี้อยู่แล้วเอามาวิจารณ์กันอย่างเผ็ดร้อนในตอนนี้

ซึ่งสิ่งที่ทำให้หลายคนไม่ชอบใจนักกับการนำเสนอการ Drive สังคมผ่านทางสื่อวิดีโอเกมนั่นก็เพราะมันไปเบียดเบียนสิ่งที่ดีงามที่สุดของสื่อวิดีโอเกม บดบังความสนุกและศักยภาพที่แท้จริงของมันไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่จริงๆ แล้วถ้าหากการแทรกสิ่งที่สามารถ Drive สังคมได้อย่างแยบคายและลงตัว มันก็จะไม่มีปัญหาอะไรใดๆ เลยแม้แต่น้อย ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมายเต็มไปหมดเช่นกัน เพียงแต่ว่าตัวอย่างที่ไม่ดีมันดันมีเยอะกว่า และถูกหยิบยกมาวิจารณ์กันสนุกปากอย่างที่เห็นนั่นแล

สรุปกันอีกครั้งสำหรับประเด็นนี้

Advertisement

ผมมองว่าการนำเสนอประเด็นการ Drive สังคมในสื่อ “วิดีโอเกม” เป็นสิ่งที่สามารถทำได้แน่นอน

เพราะผมเองก็เป็นคนที่สนับสนุนที่ทางให้กับความหลากหลายทั้งเพศสภาพและชาติพันธุ์อยู่แล้วในขอบเขตที่สามารถทำได้

แต่ไม่ใช่การดัดแปลงแก้ไขสารดั้งเดิมจนทำให้การ Drive สังคมในแบบที่ตัวเองต้องการนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย

นอกจากจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างมากแล้ว ยังทำให้เกิดประเด็นถกเถียงกันไม่จบไม่สิ้นต่อไปอีกด้วยครับ”


ความเห็นจาก Vtuber สายเกม

“Hoku” Vtuber นกฮูกข้างบ้านจาก Polygon Project

สำหรับคนต่อมา จะเป็น Content Creator ที่ชื่นชอบใน เกม แนวเนื้อเรื่อง และสาเหตุที่ต้องเป็นเกมสไตล์นี้ นั่นเป็นเพราะเกมรูปแบบนี้ มักจะมีการสอดแทรกนัยยะทางสังคมไว้บ่อยและง่ายที่สุด โดย Creator ที่จะมาร่วมแบ่งปันมุมมองในประเด็นนี้คือ “คินาริ โฮคุ” (Kinari Hoku – Hoku Polygon) Vtuber จากค่าย Polygon Project ผู้ชื่นชอบการเล่นเกมแนวเน้นเนื้อเรื่อง และความเห็นต่อประเด็นสำคัญของเรานั้นมีอยู่ว่า….

“ก่อนที่จะเข้าเรื่องเกม ถ้าจะถามถึงความเห็นส่วนตัวของโฮคุ ในฐานะคนๆ หนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมปัจจุบัน โฮคุรู้สึกว่า “การขับเคลื่อนสังคม” เป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก ยิ่งสังคมนั้นใหญ่แค่ไหน มีคนอยู่มากแค่ไหน ก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากมนุษย์มีความแตกต่างกัน และแต่ละคนก็จิตใจยากแท้หยั่งถึง ทำให้ไม่ว่าเราจะคิดว่าเราทำดีแค่ไหน สุดท้ายก็จะมีทั้งคนที่รักและคนที่เกลียดเราอยู่ดี ไม่ว่าสัดส่วนจะมากหรือน้อยก็ตาม และการขับเคลื่อนนั้นก็อาจจะไม่เป็นผลเลยหากคนในสังคมส่วนใหญ่ไม่ได้คิดเหมือนเรา และนี่ก็คงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่หลายๆ คนไม่อยากจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนอะไรเท่าไหร่ เพราะหากต้องแลกมาด้วยการถูกสังคมประนาม ก็อาจจะไม่คุ้มเสีย

Advertisement

ถ้าจะให้โฮคุตอบในฐานะวีทูเบอร์ โฮคุก็คิดว่าทุกวันนี้วีทูเบอร์ก็เป็นส่วนเล็ก (มากๆ) ส่วนหนึ่งของโลกนี้ที่พยายาม “ขับเคลื่อนสังคม” ไปในทางใดทางหนึ่งเช่นกัน เพราะเราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า KOL (Key Opinion Leader) หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า Influencer เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลและมีผลต่อความคิดและการตัดสินใจของผู้คนเป็นอย่างมาก และถึงแม้ว่าโลกโซเชียลจะทำให้บุคคลหรือสิ่งเหล่านั้นดูเป็นสิ่งที่สำคัญและยิ่งใหญ่ขึ้น แต่จริงๆ แล้วพวกพรีเซ็นเตอร์ในโฆษณา หรือดารานักแสดงนั้นมีผลต่อความคิดของคนในโลกมานานมากแล้ว วีทูเบอร์ก็ถือเป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลทางความคิดไม่ต่างกัน และโฮคุก็เชื่อว่าการที่วีทูเบอร์คนหนึ่งจะสามารถเป็นวีทูเบอร์ที่ดีได้ นอกจากการมีความสามารถในการให้ความบันเทิงกับผู้ชมไม่ว่าด้านใดแล้ว ก็ควรจะเป็นผู้นำที่ดี และมีความคิดดี ที่จะสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับแฟนๆ ของตัวเอง และ “ขับเคลื่อน” สังคมเล็กๆ ที่อาจจะยิ่งใหญ่ในภายภาคหน้า ให้กลายเป็นสังคมที่ดีและน่าอยู่ต่อไป

เอาล่ะ เรามาถึงเรื่องเกมแล้วค่ะ (ฮ่าฮ่า) จากที่โฮคุได้เกริ่นมาทั้งหมด โฮคุอาจจะให้คำตอบได้ไม่ถูกต้องนักหากจะให้พูดแทนคนทั้งโลก แต่ถ้าในฐานะวีทูเบอร์คนหนึ่ง ที่ถือว่าตัวเองเป็นผู้นำทางความคิดของคนหลายคนที่ติดตามโฮคุอยู่ โฮคุก็จะตอบว่า

“เกมไม่จำเป็นต้องขับเคลื่อนสังคม” ค่ะ (แต่โฮคุไม่ได้พูดว่า “ไม่ควร” นะคะ!)

เพราะโฮคุเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่าตัวเองมีความเป็นผู้นำ และมีวิจารณญาณพอที่จะแยกแยะเนื้อหาของเกม และเนื้อหาในชีวิตจริงออกจากกัน และเพราะโฮคุมีความสามารถนั้นอยู่ในตัว โฮคุเลยสามารถใช้มันเพื่ออธิบาย หรือพูดเสริมจากเนื้อเรื่องในเกม เพื่อให้แฟนๆ หรือคนที่ติดตามโฮคุอยู่ ณ ตอนนั้น ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมที่ทำให้พวกเขา รวมถึงตัวโฮคุเอง ได้มีโอกาสสร้างชุดความคิดใหม่ขึ้นในใจ ที่อาจจะเป็นคนละชุดกับที่เคยคิดหรือกำลังคิดอยู่ และทำให้เกิดการตระหนักได้ว่าสิ่งที่คิดอยู่มันควรจะเอนไปทางผิดหรือถูก เพราะหลายครั้งโลกเรามันไม่ได้มีแค่สีขาวจั๊วหรือสีดำสนิท มันสามารถเป็นสีเทาได้เหมือนกัน ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่ทุกอย่างที่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด เราแค่ต้องมาถกกัน และรับความคิดเห็นที่แตกต่างจากคนอื่นบ้างเพื่อเปิดโลกความคิดของเราให้กว้างขึ้นเท่านั้นเอง

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้โฮคุคิดว่า “เกมไม่จำเป็นต้องขับเคลื่อนสังคม” ก็คือ เราไม่สามารถห้ามความคิดใครได้ค่ะ

ถึงแม้เกมจะใส่ความหลากหลายหรือข้อคิดใดๆ มา หากคนที่เล่นอยู่ปฏิเสธที่จะรับสาส์นนั้น หรือรับแล้วไม่ชอบ สุดท้ายสิ่งเหล่านั้นก็จะกลายเป็นแค่ “การยัดเยียด” เท่านั้น

Advertisement

ถ้าเป็นคนที่ติดตามโฮคุมาตั้งแต่แรก จะทราบดีว่าโฮคุเป็นคนที่ชอบเล่นเกมที่มีเนื้อเรื่องหนักๆ ซึ่งหลายครั้งโฮคุก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ทุกครั้งที่เนื้อเรื่องของเกมมีอะไรที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นต่อเยาวชนหรือคนทั่วไปก็ตาม (เพราะเราก็ปฏิเสธไม่ได้อีกว่าผู้ใหญ่หลายคนก็ใช่ว่าจะมีวิจารณญาณพอ) หรือเป็นเนื้อหาที่โฮคุรู้สึกว่าสามารถนำมาต่อยอดให้กลายเป็นการพูดคุยที่มีคุณภาพได้อีก โฮคุจะพยายามหาที่หยุดเกมเพื่อพูดเสริมถึงประเด็นตรงนั้นเสมอเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดกับคนดู หรือถ้าหาที่หยุดเกมไม่ได้ก็จะจำเนื้อหาตรงนั้นไว้และเก็บมาพูดหลังเล่นเสร็จแล้ว เพราะฉะนั้นโฮคุถึงได้รู้สึกว่า ไม่จำเป็นเลยที่ต้องทำเกมให้เป็นหนึ่งในเครื่องมือของการขับเคลื่อน เพราะทุกวันนี้เกมที่มีเนื้อหาหนักๆ มันให้ข้อคิดกับเรา และทำให้เราเป็นคนที่มีความคิดกว้างขวางขึ้นด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว และโฮคุที่เป็นผู้นำทางความคิดตัวเล็กๆ คนหนึ่งในสังคมวีทูเบอร์ไทย ก็มีหน้าที่ในการสร้างเสริมความคิดที่ดี และการตระหนักรู้ให้ผู้ติดตาม ซึ่งทั้งหมดนี้สำหรับโฮคุคือ “การขับเคลื่อนสังคม” ทั้งสิ้นค่ะ ส่วนเกมเล็กๆ หรือพวกเกมที่เล่นเพลินๆ ได้ในทุกที่ทุกเวลา โฮคุคิดว่าหน้าที่ของพวกเขาคือการให้ความบันเทิงกับผู้เล่นที่อยากจะผ่อนคลาย และไม่อยากจะคิดอะไรมาก เพราะฉะนั้นเลยรู้สึกว่าการใส่ประเด็นขับเคลื่อนสังคมลงไปอาจจะทำให้ผิดวัตถุประสงค์ของเกมเกินไปหน่อย (ในกรณีที่มีคนคิดว่า “ทุกเกม” ควรมีนะคะ)

ในส่วนของ Inclusivity หรือการรวมไว้ซึ่งความหลากหลาย ที่ในปัจจุบันมีการเล็งเห็นและให้ความสำคัญมากขึ้น โฮคุคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี และเห็นด้วยมากๆ เลยค่ะ

แต่สิ่งเหล่านั้นสำหรับโฮคุขึ้นอยู่กับ “ความเหมาะสม” กับเนื้อเรื่องและสถานที่ของเรื่องนั้นๆ ด้วยค่ะ

อย่างเช่น ถ้าเรื่องเกิดในประเทศไทย และอยากจะให้เชื้อชาติของกลุ่มตัวเอกดูหลากหลายขึ้นแบบที่คนรู้สึกว่าไม่ติดใจอะไร ก็อาจจะเขียนให้เรื่องเกิดในโรงเรียนนานาชาติ หรือให้มีเด็กแลกเปลี่ยนมาที่โรงเรียนพอดี ดีกว่าที่จะบอกว่าเรื่องเกิดในโรงเรียนที่ไทยจ๋ามากๆ แต่กลุ่มตัวเอกดันมีทั้งหนุ่มหัวดำ สาวหัวทอง หนุ่มผิวดำ สาวผิวขาว อะไรแบบนี้ (ฮ่าฮ่า) โฮคุรู้สึกว่าไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายในทางไหน เราก็สามารถใส่มันเข้าไปโดยไม่ทำให้ผู้รับสาส์นตะขิดตะขวงใจได้ อยู่ที่ความคิดของคนเขียนและคนตรวจบททั้งนั้นเลยค่ะ แต่สำหรับครั้งนี้โฮคุขออนุญาตยกตัวอย่างเรื่องนี้แค่นี้แล้วกัน เพราะถ้าเขียนเกี่ยวกับตรงนี้อีกต้องยาวกว่านี้อีกสิบหน้าแน่ๆ เลย (ฮ่าฮ่า)

ขอบคุณทาง The Trivial Space นะคะที่ทำให้โฮคุได้มีพื้นที่ในการแสดงความเห็นแบบนี้ ถ้าใครที่อ่านมาจนถึงตรงนี้แล้วอยากแสดงความเห็นเพิ่มเติม หรืออยากหาเพื่อนคุยเรื่องลึกซึ้งสไตล์วิเคราะห์หรือออกความคิดเห็นแบบนี้ สามารถมาหาโฮคุได้ที่ช่อง Hoku Ch. ทาง YouTube เลยนะคะ พร้อมรับฟังและถกเถียงเสมอค่ะ”

Advertisement

ความเห็นจากนักวิจัยอิสระ

ที่มาภาพ : tirachardz (Freepik)

และในส่วนของความเห็นสุดท้าย เนื่องจากเจ้าของความเห็นไม่ประสงค์จะเปิดเผยตัว ผมจึงขอเรียกแทนตัวว่า “นักวิจัยอิสระ ด้านอุตสาหกรรมเกมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์”

“ส่วนตัวเลยมองว่า เกมก็เหมือนสื่ออื่นๆ มีหน้าที่ส่งสารหรือคุณค่าบางอย่างที่ผู้สร้างต้องการสื่อถึงผู้รับโดยออกแบบให้สามารถโต้ตอบได้ มีความน่าสนใจ บันเทิง สนุกสำหรับบุคคลในกลุ่มนั้นๆ ตามความสนใจ และสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้พัฒนาได้

ส่วนมุมมองเรื่องขับเคลื่อนสังคม มันอยู่ที่ว่าคนเล่นสามารถถอดรหัสออกมาได้หรือไม่

ถ้าคนที่เล่นแบบไม่คิดอะไร ก็จะไม่มีมุมมองด้านการขับเคลื่อนทางสังคม แต่ถ้าผู้เล่นเป็นคนที่ชอบถอดรหัส สัญญะบางอย่าง ก็ต้องมาดูอีกว่าประสบการณ์ของผู้เล่นกับผู้สร้างตรงกันไหม เข้าใจในเรื่องเดียวกันหรือเปล่า

เหมือนการสร้างหนัง ซีรีส์เกาหลีที่มีจุดประสงค์เพื่อประกอบสร้าง ทำภาพตัวอย่าง หล่อหลอมคนให้เป็นสุภาพบุรุษ เป็นอปป้าแสนดี ทั้งๆที่สังคมเกาหลีคือสังคมชายเป็นใหญ่ แตกต่างจากซีรีส์มาก

แต่หนูไม่แน่ใจผลลัพธ์นะ ว่าเขาสามารถจูงใจคนในประเทศได้จริงหรือไม่ ผู้ชายเกาหลีแปลงร่างเป็นอปป้าในซีรีส์หรือยัง แต่ที่แน่ๆ ผู้ชมนอกประเทศหลายคนเอาไปฝันถึง แล้วเกิดการต่อยอดกลายจนกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมด้านความบันเทิง ท่องเที่ยว ศัลยกรรม อื่น ๆ”

Advertisement

จากความเห็นข้างต้นนี้ จะเห็นได้ว่าบทบาทการ “ขับเคลื่อนสังคม” ของวิดีโอเกม ถ้ามองแบบกว้างๆ “มันสามารถทำได้” แต่ไม่ใช่ในบทบาทภาคบังคับ เพราะในทางปฏิบัติแล้ว การขับเคลื่อนสังคมเป็นเพียงทางเลือกเท่านั้น และควรที่จะอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เพื่อคงสมดุลกับองค์ประกอบความสนุกอื่นๆ ในขณะที่อีกส่วนมองว่า มันมีบทบาทในการนำเสนอสิ่งที่ผู้สร้างตั้งใจจะสื่อได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้เสพจะรับรู้ถึงสิ่งที่สอดแทรกได้ หรือมีประสบการณ์ตรงกันหรือไม่

ทั้งนี้… วิดีโอเกมและสื่อบันเทิงต่างๆ จะมีหน้าที่เป็นอะไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้สร้างและผู้เสพเอง ว่าอยากให้มันเป็นอะไร เพราะไม่ว่าสื่อบันเทิงจะเป็นอะไรได้ มันก็เป็นเรื่องปัจเจกทั้งสิ้น… แต่ใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าข้อความที่ถูกสอดแทรกเข้าไปจะเป็นอะไร หรือจะทรงพลังขนาดไหน มันก็สามารถกลายเป็น “สิ่งไร้คุณค่า” และ “น่ารำคาญ” ทันที มันถูกนำเสนอให้ใครด้วยการ “ยัดเยียด” แบบผิดที่ผิดเวลา


ติดตามบทความและ Content ต่าง ๆ เกี่ยวกับ Pop Culture ได้ที่ https://www.facebook.com/GrizzlyTrivialSpace

Advertisement