Connect with us

บทความ

Diss Track วัฒนธรรมของชาว Hip-Hop ที่เปลี่ยนการด่าให้บันเทิง (และได้เงิน)

Published

on

บนหน้าข่าวบันเทิงต่างประเทศ โดยเฉพาะของวงการเพลง Hip-Hop คงต้องมีคนซี๊ดปากกันบ้างล่ะ เพราะในวงการช่วงนี้มีแต่ข่าวแซ่บ ๆ ออกมาเรื่อย ๆ หลังจากที่ “Eminem” แรปเปอร์ผิวขาวรุ่นใหญ่ของวงการ ปล่อยผลงานเพลงตัวล่าสุดอย่าง “Houdini” ที่เป็นการคาราวะ MV เพลงระดับตำนานในอดีตอย่าง “Without Me” ของปี 2002 แต่มันก็มีประเด็นกันขึ้นมา จากเนื้อร้องท่อนหนึ่งซึ่งเป็นการ “Diss” หรือ “Diss Track” แรปเปอร์หญิง “Megan Thee Stallion” เรื่องที่เคยถูกแรปเปอร์หนุ่ม Tory Lanez ยิงที่เท้า และการเหน็บแนมชาว Transgender หรือบุคคลข้ามเพศ ด้วยการไปเปรียบเทียบกับแมววิเชียรมาสของไทย

ในกรณีท่อนเหน็บชาวข้ามเพศนั้น ขณะที่เขียนยังไม่มีท่าทีการโต้ตอบกลับมา แต่อันที่พาดพิง Megan Thee Stallion ก็ตามคาดที่แฟน ๆ ออกมาแสดงความเห็นเชิงไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะการเอาเรื่องที่เธอโดนยิงมาใช้

แต่ในทางกลับกัน แฟน Hip-Hop กลับพากันตื่นเต้นกันแบบยกใหญ่ เพราะพวกเขาเหล่านี้เชื่อกันว่านี่เป็นสัญญาณถึงการกลับมาของ Hip-Hop ที่แท้จริง โดย OG ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ราชาเพลงฮิปฮอป” อย่าง Eminem

Advertisement

สำหรับคนที่โตมากับฮิปฮอปยุคเก่าอาจจะรู้สึกว่าโคตรจะธรรมดา แต่กับคนที่เพิ่งเข้ารีตวงการนี้มาไม่นานอาจมีงงกันบ้างว่า “จะแต่งเพลงแขวะกันทำไมวะ?”

ในฐานะที่แอดฯ The Trivial Space เคยเสพเพลงแรปมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งก็ไม่ได้เข้าเส้นมาก แค่มาทันอัลบั้ม “The Eminem Show” และเพิ่งฟัง “AA Crew” หลังเขาแยกวงไปไม่นาน (แกม ๆ Snoop Dogg กับ Cypress Hill อีกนิดหน่อย) ขอมาอธิบายถึงวัฒนธรรม Hip-Hop ที่อยู่คู่วงการอย่าง Diss Track นั้น คืออะไร และมีไว้เพื่ออะไร?


Diss Track คืออะไร?

การประลอง Rap Battle จากภาพยนตร์ Bodied / ที่มาภาพ : The Free Press

“Diss Track” (ดิสแทร็ก) หรือที่เรียกอีกชื่อว่า Diss Record, Diss Song หรือที่ติดปากสั้น ๆ ว่า Diss (ดิส) หมายถึงเพลง หรือเพลงที่มีเนื้อร้องท่อนใดท่อนหนึ่ง ซึ่งแต่งขึ้นเพื่อโจมตีใครก็ตามที่ไม่พอใจหรือไม่ชอบขี้หน้าโดยเฉพาะ โดยส่วนใหญ่จะเป็นพวกศิลปินด้วยกัน ขอแค่เคยมีความบาดหมางอย่างรุนแรงกัน ไม่ว่าจะเป็นอดีตเพื่อนร่วมวง หรือศิลปินสังกัดคู่แข่ง

โดยคำว่า “Diss” นั้นมาจากการย่อคำภาษาอังกฤษ Disrespect หรือ Disparage ที่แปลว่า “การดูหมิ่น” หรือ “ไม่เคารพ” โดยสภาพแล้วการดิสนั้น จะถูกวางไว้ในฐานะของ วัฒนธรรมย่อย (Sub Culture) ของ Hip-Hop อีกที

การทำเพลง Diss Track นั้นมันมีกลไกที่เรียบง่ายมาก ๆ แค่ “มึงด่ามา กูด่ากลับ” เริ่มจากการมีคนใดคนหนึ่งคนแต่งเพลงอ้างอิงเหตุการณ์, ข้อพิพาท และจัดเต็มเนื้อหาแง่ลบต่ออีกฝ่ายผ่านลีลาการ Rap ที่ต้องใช้ความสำบัดสำนวนสูงลงไปในท่อนใดท่อนหนึ่ง หรือเนื้อส่วนใหญ่ของเพลงก็ได้ จากนั้นก็ปล่อยเพลงลงตลาดและสื่อต่าง ๆ

ที่มาภาพ : The Art of Diss: The History of Battle Rap – PBS

ถ้าคู่กรณีสมัครใจจะวิวาทะตอบ ก็แค่ทำเพลงโต้กลับไปผ่านช่องทางเดียวกัน และเพลงดิสพวกนี้จะแซ่บจนเป็นไวรัลได้ขนาดไหน ก็ขึ้นอยู่กับตัวดราม่า, คู่วิวาทะ และนิสัยชอบเผือกเรื่องชาวบ้านของคนฟัง ณ ขณะนั้น

Advertisement

และไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน หรือใครใช้ภาษาแรงขนาดไหน ผลประโยชน์ทั้งหมดทั้งมวลที่ได้ก็ตกไปอยู่กับคนทำเพลงทั้งสองฝ่าย เพราะเมื่อ Diss Track นั้นเป็นไวรัล ก็เท่ากับเพลงของพวกเขาขายได้ นอกจากไม่ต้องเจ็บตัวหรือไปรายงานตัวกับพี่จ่าบนโรงพักแล้ว ยังได้เงินจากการขายเพลงอีกต่างหาก เอาง่าย ๆ ก็คือ “ด่ากันแล้วได้เงิน”

เอาง่าย ๆ เลยก็คือ การด่ากันผ่านเพลงนั้น เป็นวัฒนธรรมย่อยที่กำเนิดมาร่วมกับวัฒนธรรมหลักอย่าง Hip-Hop จุดประสงค์ของมันก็เหมือนชื่อ คือมีไว้เพื่อด่าคู่อริหรือคนที่ไม่ชอบขี้หน้า แต่จะใช้วิธีด่าออกมาเป็นเพลง

ถ้าไม่พอใจและสมัครใจจะวิวาทะ ก็ออกเพลงมาสู้ซะ… ไม่งั้นก็หุบปากไป!


Diss Track มีมานานแล้ว

แม้ว่าวัฒนธรรมการ “ดิส” นั้นจะมีอยู่คู่วงการ Hip-Hop มาตั้งแต่เริ่มตั้งไข่อย่างจริงจังในอเมริกาช่วงยุค 90’ แต่อันที่จริงแล้วมนุษย์เราใช้บทเพลงและกาพย์กลอนด่ากันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถ้าจะย้อนกลับไปยุคสามก๊ก หรือยุคกลางเลย เกรงว่าจะต้องทำการบ้านนาน กว่าบทความจะได้ปล่อย กระแสก็เหี่ยวกันพอดี ดังนั้นจะขอยกตัวอย่างจากช่วงปี 1963

Advertisement

“Cassius Clay” หรือที่คนรุ่นหลังส่วนใหญ่จะรู้จักในชื่อ “Muhammad Ali” ตำนานมวยระดับแชมป์โลก ผู้ที่ได้ชื่อว่า “แซ่บทั้งฝีชกและฝีปาก” 6 เดือนก่อนที่เขาจะขึ้นชกกับ “Sonny Liston” และคว้าแชมป์โลกรุ่น Heavyweight มาครอง และประกาศว่าเปลี่ยนมานับถืออิสลาม เขาได้ปล่อยอัลบั้มตลกเดี่ยวไมโครโฟน “I Am the Greatest” ออกมา

โดยใน “Round 5: Will The Real Sonny Liston Please Fall Down” เป็นช่วงที่เล่นมาเพื่อเย้าแหย่คู่ชกของเขาโดยเฉพาะ และความบังเอิญก็คือเมื่อถึงคราวชกจริงในปี 1964 “Liston” ยอมแพ้ในยกที่ 6 ราวกับเดี่ยวไมโครโฟนชุดนี้ คือข้อความที่ “Clay” (Ali) ได้บอกกับคู่ชกของเขาในยกที่ 5 แบบล่วงหน้า และอัลบั้มเดี่ยวไมโครโฟนชุดนี้ ก็ถูกยกให้เปรียบเสมือนบรรพบุรุษของเพลง Hip-Hop

หรือในปี 1968 “John Lennon” จากวง “The Beatles” ได้แต่งเพลง “Sexy Sadie” เพื่อแสดงความผิดหวังต่อกูรูคนดังอย่าง “มหรรษิ มเหศ โยคี” ที่พวกเขาเคยเป็นลูกศิย์มาก่อน ตอนแรกตั้งใจจะเล่นหมัดตรงเน้น ๆ แต่ “George Harrison” มือกีตาร์ ได้บอกแนะนำว่าแต่งให้ดูอ้อม ๆ หน่อย

Advertisement

หลังจาก “The Beatles” แยกวง John Lennon ก็ปล่อยเพลงดิสอีกครั้ง แต่รอบนี้มาเต็มข้อ อย่าง “How Do You Sleep?” จากปี 1971 เพลงนี้แต่ขึ้นเพื่อโต้ตอบเพลง “Too Many People” ของ “Sir Paul McCartney” ที่ปล่อยมาจิกกัดเขาโดยเฉพาะ Lennon พาดพิงถึงผลงงานเดี่ยวของ McCartney อย่าง “Anotherday” ที่ดังได้ไม่เท่าเพลง “Yesterday” เมื่อสมัยยังทำวงด้วยกัน

หรือถ้าจะเอาใกล้ตัวมาหน่อย ไทยเราก็มีการโต้ตอบด้วยกาพย์กลอนเหมือนกัน แถมมีมาเป็นร้อย ๆ ปี ซึ่งเรารู้จักกันรูปแบบของเพลงฉ่อย, ลำตัด, เพลงอีแซว ที่ภาษาอาจจะไม่ได้ดุเดือดเหมือนแค้นมาแต่ชาติปางไหน แต่เทคนิคการใช้คำถือว่าแพรวพราวมาก ๆ ด้วยการดิ้นและพลิกคำของภาษาไทย ผสมกับการเล่นมุกความสองแง่สองง่าม เลยทำให้การเล่นต่อเพลงกลอนของไทยนั้นสนุกไปอีกแบบ


สงครามเพลงแรปข้ามภูมิภาค

“The Notorious B.I.G.” หรือ “Biggie” (ซ้าย) และ 2Pac Shakur | ที่มาภาพ : Fox News

แม้ว่าการ Diss Track นั้นมันจะเป็นเหมือนการวิวาทะของคนสองคน แต่ครั้งหนึ่งมันกลายเป็นสงครามครั้งใหญ่ในวงการฮิปฮอปอเมริกากันมาแล้ว นั่นคือสงครามระหว่างเด็กแรปฝั่ง East Coast กับ West Coast นั่นเอง

Advertisement

ตรงนี้ต้องปูกันก่อนว่า กลุ่มก้อนเด็ก Hip-Hop ทั้งสองชายฝั่งสหรัฐฯ นั้น เป็นคู่แข่งกันมานานแล้ว โดยฝั่งตะวันออก หรือ East Coast ขึ้นชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรม Hip-Hop ทั้งหมดทั้งมวลของอเมริกา ซึ่งเริ่มต้นจากกรุง New York ในขณะที่ชายฝั่งตะวันตกอย่าง Los Angeles นั้น ก็เป็นบ้านของชาว Hip-Hop ฝั่ง West Coast และทั้งสองฝั่งก็มีค่ายเพลงใหญ่ของตัวเองทั้งคู่

โดยผลงานเพลงจากฝั่ง West Coast นั้น ต้องบอกว่าได้รับความนิยมมากจากผู้ฟัง ชนิดที่ว่าตีตลาดแตก แต่สำหรับต้นตำรับอย่าง East Coast มันไม่สามารถยอมรับได้ ทั้งในฐานะคนที่หากินกับอุตสาหกรรมเพลง และศักดิ์ในฐานะ OG (Original Gangster – ศัพท์แสลง Hip-Hop ใช้เรียกพวกรุ่นใหญ่ หรือพวกที่เจ๋งจริง) ผู้บุกเบิกวงการแท้ ๆ แต่ยอดขายสู้เขาไม่ได้ และในทางกลับกัน คนจากฝั่ง East Coast อย่างพวก DJ เอง ก็ไม่ได้รับการต้อนรับจากชาว West Coast สักเท่าไหร่ เรียกว่า “กีดกัน” การเข้ามาหากินในบ้านตัวเองเลยก็ได้

ที่มาภาพ : Okayplayer

ความขัดแย้งของสองฟากฝั่งนี้ เริ่มต้นจากถูกลอบยิงของ “2Pac – Tupac Amaru Shakur” Rapper เบอร์ใหญ่ของ West Coast ถูกบุกกราดยิงและปล้นทรัพย์หน้าห้องบันทึกเสียงแห่งหนึ่งในแมนฮัตตัน โดยฝั่ง 2Pac เชื่อว่าเจ้าพ่อ Hip-Hop จากฝั่ง East Coast อย่าง “The Notorious B.I.G.” หรือ “Biggie” เป็นคนบงการ แน่นอนว่าเจ้าตัวย่อมบอกว่าไม่รู้ไม่เห็นกับเรื่องนี้

Advertisement

ต่อมาราว ๆ เดือนกว่าได้ Biggie ก็ปล่อยเพลง “Who Shot Ya?” ซึ่งเป็นเพลงที่แต่งมาเพื่อ Diss ถึง 2Pac โดยเฉพาะ ทำให้ 2Pac จัดหนักกลับด้วยบทเพลงของตัวเอง อย่าง Against All Odds, Bomb First (My Second Reply) และ Hit ’Em Up

แต่การสาดเพลงด่าใส่กันนั้นก็สิ้นสุดลง เมื่อ 2Pac ถูกลอบยิงอีกครั้งในปี 1996 และรอบนี้เขาเสียชีวิต ส่วน Biggie ไม่วายกลายเป็นผู้ต้องสงสัยหมายเลข 1 เพราะเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง และเขาก็ถูกยิงเสียชีวิตในอีก 6 เดือนต่อมา หลังข้ามถิ่นไป West Coast เพื่อโปรโมทอัลบั้มใหม่ในปี 1997

ย้อนกลับไปช่วงที่ปล่อยเพลง “Who Shot Ya?” Biggie เคยให้ข่าวว่า เพลงนี้เขาแต่งมาก่อนที่ 2Pac จะโดนยิงหน้าห้องอัดเสียง แต่พ่อใหญ่ฝั่ง West Coast ไม่เชื่อคำอ้างนี้

จนล่าสุด ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ปี 2024 นี้เอง “Monique Bunn” ช่างภาพที่ใกล้ชิดกับ Biggie ได้ออกมาเปิดเผยกับเว็บไซต์ Rolling Stone ว่า สงคราม Hop-Hop ครั้งนั้น คนที่ทำให้มันปะทุขึ้นคือ “Diddy” หรือ “P.Diddy” โปรดิวเซอร์เพลงคนดัง และผู้ก่อตั้งค่าย Bad Boy ที่ปัจจุบันกำลังเป็นที่ต้องการตัวหลังมีเอี่ยวกับคดีค้าประเวณี

Advertisement

ซึ่ง Bunn ได้บอกว่า Diddy ข้อร้องแกมบังคับให้ Biggie เขียนเพลง “Who Shot Ya?” ออกมา โดยเพลงที่ออกมานั้นเป็นเวอร์ชัน 2 ซึ่งมีการเติมท่อน Diss ลงไป ส่วนเวอร์ชันแรก เดิมจะที่ปล่อยก่อนวันที่ 2Pac โดนยิง แต่ก็ต้องเลื่อนไป และถูกเพิ่มท่อน Diss เข้าไปอีกที

นอกจากนี้ คนใกล้ชิดและอดีตผู้ร่วมก่อตั้งค่าย Bad Boy ได้เปิดเผยอีกว่า เดิมทีแล้ว “Biggie” ไม่ได้อยากมีปัญหากับ 2Pac เลยด้วยซ้ำ


การกลับมาของสงครามเพลง

ที่มาภาพ : Independent

หลังจากช่วงเวลานั้นได้ผ่านไป สงครามเพลงของสองฟากฝั่งประเทศก็ดำเนินมาเรื่อย ๆ และเริ่มจางหายไปตามกาลเวลา ต่อด้วยความเปลี่ยนแปลงในแนวทางการทำเพลง เช่นมาถึงของเพลงสไตล์ “Mumble Rap” ที่บ้างก็มองว่ามันคือวิวัฒนาการของฮิปฮอปที่ฟังสนุกขึ้น (แล้วแต่คน) อีกฝั่งก็มองว่ามันคือจุดตกต่ำของวงการ เพราะเนื้อวกวนไปมาและการรูปแบบร้องที่ฟังไม่รู้เรื่อง

จนกระทั่งวงการดีมีดราม่าอีกครั้ง โดยคนที่เป็นเหมือน Hub ของข้อพิพาทั้งหมดทั้งมวล อยู่ที่แรปเปอร์ดังชาวแคนาดาอย่าง Drake ที่เปิดศึกสาดเพลง Diss Track กันไปมาก ไม่ว่าจะปัญหาเรื่องผู้หญิงกับ Future, การดอดไปตีท้ายครัวกับเมียของ DJ Drama หรือการจ้องจะสอยแฟนเก่าของ The Weeknd ที่เพิ่งเลิกกันแบบสด ๆ ร้อน

Advertisement

และล่าสุดก็กับ Kendrick Lamar ที่ประกาศเปิดศึกกับ Drake จากการแข่งกันเบ่งรัศมีความเจ๋งในฐานะ OG ของวงการยุคปัจจุบัน โดยเชื่อกันว่ามาจากความไม่พอใจของ Drake ที่โดน Lamar ปฏิเสธคำชวนมา Feat. ในเพลง “First Person Shooter” ที่ภายหลังได้ J. Cole มาร่วมแจมแทน โดยเนื้อร้องท่อนหนึ่ง J. Cole ได้อ้างอิงตัวเขา Drake และ Lamar ว่าเป็น Big3 จนกลายมาเป็นเนื้อร้องโต้กลับในเพลง “Like That” ว่าไม่มี “Big3” จะมีก็แค่ “Big Me”

ด้วยความที่ดราม่าเยอะ, แซ่บ แถมการปล่อยเพลง Diss Track ออกมารัว ๆ ก็ไปฉุดยอดฟังของเพลงที่เกี่ยวข้องขึ้นมาอื้อซ่า จนทำให้ “Snoop Dogg” OG สายควันตัวพ่อต้องออกมาขอบคุณดราม่าของแรปเปอร์ทั้งสองผ่านรายการ Entertainment Tonight ว่าช่วยปิดฉากยุคของ Mumble Rap และยกระดับของบาร์และเนื้อเพลงแรปให้เข้มแข็งขึ้นเหมือนสมัยก่อน

พร้อมทั้งออกตัวอย่างชัดเจนว่าเขาจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือสอดไส้คาราเมลในดราม่าของทั้งสอง เพราะมันเป็นปัญหาของคนสองคน… แต่ใด ๆ สองคนนี้ก็เหมือนหลานชายของป๋าทั้งคู่


ทั้งหมดนี้คือเรื่องของวัฒนธรรมการด่าผ่านเพลง หรือ “Diss Track” ที่ถือได้ว่ามีเค้าร่างมานานก่อนการถือกำเนิดของวัฒนธรรมหลักอย่างฮิปฮอปซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกสีสันสำหรับวงการที่มีพื้นเพจากความเป็นเด็กแก๊ง กับกลไกและกติกาที่เรียบง่าย “ด่ามา-ด่ากลับ” แม้ในปัจจุบันจะซบเซาลง จากการครองตลาดในช่วงสั้น ๆ ของ Mumble Rap ที่พึมพำทั้งเพลง และกระแสการเรียกร้องในประเด็นอ่อนไหว อย่างความเท่าเทียมทางชาติพันธุ์หรือเพศ ที่ถ้าใครไปแตะเข้าก็อาจจะทัวร์ลงง่าย ๆ

Advertisement

แต่ถ้าคุณเชื่อในความเท่าเทียมจริง วัฒนธรรมฮิปฮอปก็ถือว่าเป็นอะไรที่เท่าเทียมตามนิยามสุดแล้ว….

เพราะไม่ว่าคุณจะผิวสีไหน, เพศอะไร, จากชายฝั่งไหนของประเทศ ถ้าไปทำตัวให้เขาหมั่นไส้หรือกวนส้นตีนใคร คุณก็มีสิทธิ์โดนด่าผ่าน Diss Track เหมือนกันหมด

เห็นมั้ย? เท่าเทียมจะตาย…!!!


ติดตามบทความและ Content ต่าง ๆ เกี่ยวกับ Pop Culture ได้ที่ https://www.facebook.com/GrizzlyTrivialSpace

Advertisement