ข่าว
NIA ได้ปลดล็อกกฎหมาย เปิดช่องร่วมลงทุนและถือหุ้นสตาร์ตอัปเต็มรูปแบบ เริ่มลงทุนงบฯ 70 ราวตุลาคมนี้
สำนักข่าวบริคอินโฟ – ราชกิจจานุเบกษาประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติฉบับใหม่ ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายให้หน่วยงานสามารถร่วมลงทุนและถือหุ้นในธุรกิจสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีได้เต็มรูปแบบ เตรียมเดินหน้ากลไกการลงทุนเพื่อปิดช่องว่างทางการเงินและดึงดูดเม็ดเงินจากภาคเอกชน โดยจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. เปิดเผยว่า พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นการปรับบทบาทของหน่วยงานจากผู้ให้ทุนอุดหนุนแบบให้เปล่ามาเป็น ผู้ร่วมลงทุน อย่างเต็มตัว การปลดล็อกข้อกฎหมายนี้ทำให้ สนช. สามารถถือหุ้นในบริษัทด้านนวัตกรรมได้ทั้งในรูปแบบการถือหุ้นโดยตรงและการลงทุนผ่านกองทุนทรัสต์ โดยจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ซึ่งสามารถบริหารจัดการแบ่งจ่ายตามปีงบประมาณได้ตามความเหมาะสมของเม็ดเงินลงทุน
สำหรับรูปแบบการลงทุนใหม่จะดำเนินการภายใต้กลไก NIA Ventures โดยแบ่งสัดส่วนการลงทุนออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่
- ส่วนแรก 40% เป็นการจัดตั้งกองทุนทรัสต์ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในธุรกิจระยะ Pre-Series A ถึง Series A หรือธุรกิจที่มีรายได้ 20 ถึง 100 ล้านบาท ไปจนถึงการเสนอขายหุ้น IPO
- ส่วนที่สอง 30% ดำเนินการผ่านบริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) เพื่อลงทุนโดยตรงใน ธุรกิจนวัตกรรมระยะเริ่มต้น (Early Stage) ซึ่งจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดให้กองทุนจากมหาวิทยาลัยสามารถร่วมลงทุนได้
- ส่วนที่สาม 30% เป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (Corporate Co-funding) เพื่อสนับสนุนสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีในระยะ Seed ถึง Series A หรือกลุ่มที่มีรายได้ 500,000 ถึง 20 ล้านบาท ร่วมกับนักลงทุนที่ผ่านการรับรองจาก สนช.
การร่วมลงทุนดังกล่าวตั้งเป้าหมายใน 5 กลุ่มธุรกิจหลักเรียงตามความสำคัญ ได้แก่
- กลุ่มเทคโนโลยีสุขภาพและความเป็นอยู่
- กลุ่มเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร
- กลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
- กลุ่มเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
- กลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)
โดยมุ่งเน้นการปิดช่องว่างทางการเงิน (Missing Middle) ในช่วงรอยต่อระหว่างระยะ Seed และ Series A เพื่อลดความเสี่ยงและกระตุ้นให้ภาคเอกชนกล้าร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศมากขึ้น นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปสามารถซื้อหุ้นของตนเองคืนได้ในราคาที่เหมาะสมเพื่อนำไปใช้ระดมทุนในรอบต่อไป
เพื่อรองรับบทบาทใหม่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติได้ปรับโครงสร้างการบริหารงานเพื่อความโปร่งใส โดยแยกส่วนความรับผิดชอบระหว่างสายงานที่ดูแลการให้ทุนอุดหนุน กับสายงานที่ทำหน้าที่ตัดสินใจและติดตามการถือหุ้นในบริษัทด้านนวัตกรรมออกจากกันอย่างชัดเจน พร้อมทั้งจัดตั้งคณะกรรมการที่ประกอบด้วยบุคลากรจากภายนอกเข้ามาร่วมตรวจสอบเงื่อนไข กำหนดเป้าหมาย (Milestone) และติดตามผลการดำเนินงาน เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านงบประมาณและผลักดันให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยสามารถเติบโตในตลาดสากลได้อย่างยั่งยืน
“ปัจจุบันประเทศไทยมีบริษัทสตาร์ตอัป ราว 2,000 รายและมีบริษัทที่น่าสนใจและสามารถไปต่อได้จริงอยู่ที่ราว 300 บริษัท ขณะที่มีบริษัทสตาร์ทอัพที่อยู่ใน Early Stage อยู่อีกราว 700-800 บริษัท ซึ่งในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา NIA สนับสนุนไปแล้วกว่า 800 บริษัท และโดยส่วนตัวเชื่อว่ามีบริษัทสตาร์ตอัปอีกมากที่อยู่นอกเหนือการสำรวจเพราะเป็นบริษัทที่ไม่ต้องการงบการสนับสนุนจากภาครัฐ ดังนั้นจึงทำให้ไม่มีข้อมูล ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจสายการเงินและสุขภาพ”
