Connect with us

ข่าว

สมาคมผู้ค้าปลีกไทยกางยุทธศาสตร์ TRA ACT รับมือเศรษฐกิจฟื้นตัวแบบ K-Shaped คาดตลาดปี 2569 โต 3%

Published

on

สมาคมผู้ค้าปลีกไทยกางกลยุทธ์ TRA ACT รับมือเศรษฐกิจฟื้นตัวแบบ K-Shaped คาดตลาดค้าปลีกปี 2569 โต 3% มูลค่า 4.38 ล้านล้านบาท พร้อมชงรัฐดันมาตรการฟื้นกำลังซื้อ

สำนักข่าวบริคอินโฟ – สมาคมผู้ค้าปลีกไทย (Thai Retailers Association : TRA) เปิดเผยทิศทางเศรษฐกิจและภาพรวมธุรกิจค้าปลีกช่วงครึ่งหลังปี 2569 ถึงปี 2570 โดยประเมินว่าตลาดมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป คาดการณ์มูลค่าตลาดปี 2569 อยู่ที่ราว 4.38 ล้านล้านบาท หรือเติบโต 3% จากปีก่อนหน้า ท่ามกลางภาวะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียม พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ TRA ACT เพื่อสนับสนุนการแข่งขันที่เป็นธรรม เสริมสภาพคล่องกลุ่มเอสเอ็มอี และยกระดับขีดความสามารถของภาคค้าปลีกไทยอย่างยั่งยืน

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยเป็นการฟื้นตัวในลักษณะ K-shaped โดยกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออก ดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ และการลงทุนมีการเติบโตที่ดี ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEs กว่า 3.3 ล้านราย ซึ่งครองสัดส่วนการจ้างงานภาคเอกชนถึง 70% ยังคงเผชิญความท้าทายจากต้นทุนที่อยู่ในระดับสูง ภาวะสินเชื่อตึงตัว และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าในปี 2570 ตลาดค้าปลีกจะขยายตัวได้ 3.0–3.5% มูลค่าแตะ 4.51–4.53 ล้านล้านบาท โดยมีแรงหนุนจากการท่องเที่ยวและการพัฒนาช่องทางแบบ Omnichannel แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับ 85.9% ของ GDP

ข้อมูลจากผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index : RSI) ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่าแม้ความถี่ในการจับจ่ายของผู้บริโภคจะใกล้เคียงเดิม แต่ยอดการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อใบเสร็จกลับปรับลดลง สะท้อนถึงภาวะกำลังซื้อชะลอตัวและการเลือกซื้อสินค้าเฉพาะกลุ่มจำเป็น เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และของใช้ส่วนตัว ขณะที่สินค้าคงทน สินค้าแฟชั่น และวัสดุก่อสร้างยังคงได้รับแรงกดดัน ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประเมินว่ายอดขายในช่วงครึ่งปีหลังจะทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว สมาคมฯ ได้วางกรอบการดำเนินงานผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ การขับเคลื่อนการเติบโตอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม การเสริมความแข็งแกร่งและยกระดับขีดความสามารถ และการร่วมมือเพื่อความยั่งยืน พร้อมยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อภาครัฐ ทั้งการอำนวยความสะดวกเรื่องการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ จุดขาย แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติสำหรับยอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท การพิจารณาปรับลดอากรขาเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์และสินค้าลักชัวรี การจัดทำแซนด์บ็อกซ์เขตปลอดภาษีในเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น ภูเก็ต ตลอดจนการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐาน และการจัดการปัญหาธุรกิจนอมินี

Advertisement

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังชี้ถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสำคัญในอุตสาหกรรมค้าปลีก 4 ประการที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว ได้แก่ การแบ่งขั้วของกลุ่มผู้บริโภคระหว่างตลาดพรีเมียมและตลาดแมส การปรับบทบาทของหน้าร้านสู่การเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์และความเชื่อมั่น การบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าร่วมกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิด และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำเสนอสินค้าและบริการแบบเฉพาะบุคคล ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับมาตรฐานค้าปลีกไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ