ข่าว
เอสซีจี เดคคอร์ เผยกำไรไตรมาส 1/2569 พุ่ง 14% รุกกลยุทธ์รวมศูนย์การผลิตไทย-เวียดนาม สู้ตลาดโลกผันผวน
สำนักข่าวบริคอินโฟ – บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2569 มีกำไรสุทธิ 247 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและค่าขนส่ง โดยบริษัทเตรียมเร่งเครื่องกลยุทธ์ Regional Optimization ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม เพื่อยกระดับความสามารถในการทำกำไรและลดต้นทุนในระยะยาว พร้อมตั้งเป้าให้เวียดนามเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักสู่ตลาดโลก
นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เดคคอร์ หรือ SCG Decor (SCGD) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้ยังคงแข็งแกร่ง โดยมี EBITDA อยู่ที่ 780 ล้านบาท คิดเป็น EBITDA on Sales ร้อยละ 14.1 ซึ่งปรับตัวดีขึ้นจากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 5,552 ล้านบาท แม้จะลดลงร้อยละ 7 จากปีก่อนหน้า แต่หากไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน พบว่ารายได้ลดลงเพียงร้อยละ 4 เนื่องจากยอดขายในประเทศเวียดนามมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ 4 แนวทางเชิงรุก บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับ PRIME ในเวียดนาม โดยไตรมาสแรกมียอดขายกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลนสูงถึง 11.8 ล้านตารางเมตร พร้อมทุ่มงบลงทุนอีก 660 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนที่โรงงาน PRIME Pho Yen เพิ่มอีก 6.6 ล้านตารางเมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2570 ซึ่งจะทำให้มีกำลังการผลิตรวมเฉพาะส่วนนี้ถึง 33.4 ล้านตารางเมตร รองรับความต้องการทั้งภายในเวียดนามและตลาดส่งออก

ในส่วนของการดำเนินงานในประเทศไทย SCGD ได้ปรับแผนรวมศูนย์สายการผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลนมาไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อหน่วยและลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ พร้อมติดตั้งสายการผลิตใหม่สำหรับกระเบื้องขนาดใหญ่เพื่อแข่งขันกับสินค้านำเข้า โดยคาดว่าโครงการจะเสร็จสิ้นในไตรมาส 3 ปี 2570 ทั้งนี้ การรวมศูนย์ดังกล่าวจะมีการรับรู้ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องประมาณ 679 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายการทางบัญชีที่ไม่ใช่เงินสด แต่ในระยะยาวจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งด้านต้นทุนและรักษาความเป็นผู้นำตลาดในไทยได้อย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 36 ของรายได้ทั้งหมด และสินค้ากลุ่ม Smart Value (SVP) ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในช่วงตลาดชะลอตัว ขณะที่ด้านพลังงานมีการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลกว่าร้อยละ 25 และพลังงานแสงอาทิตย์ร้อยละ 13.6 เพื่อลดผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวน
ด้าน นายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน SCGD ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ธุรกิจสุขภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียนยังเติบโตได้ดี โดยมียอดขายในต่างประเทศกว่า 141 ล้านบาท และขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายเพิ่มเป็น 212 ราย ขณะที่สินค้าเกี่ยวเนื่อง อาทิ ปูนกาวยาแนว และบานประตูหน้าต่าง มียอดขาย 114 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 6
“ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ SCGD ในการปรับตัวเชิงรุก อาศัยจุดแข็งของบริษัทที่เป็นผู้เล่นในอาเซียน สร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายของตลาดโลก เรามุ่งบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เพิ่มความสามารถในการทำกำไรและศักยภาพการแข่งขันในตลาด ผ่านการบริหารจัดการฐานการผลิต ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมสินค้า” นายนำพล กล่าวทิ้งท้าย
