ข่าว
SCG เผยผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 กวาดรายได้กว่า 2.5 แสนล้าน ปันผล 3.5 บาท ปรับกลยุทธ์รับมือความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์
สำนักข่าวบริคอินโฟ – เอสซีจี (SCG) เปิดเผยผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2569 มีรายได้จากการขายรวม 259,570 ล้านบาท และมีกำไรสำหรับงวด 17,758 ล้านบาท โดยหากไม่รวมรายการพิเศษจะมีกำไรอยู่ที่ 12,649 ล้านบาท ขณะที่กระแสเงินสดที่ไม่รวมการปรับปรุงมูลค่าสินค้าคงเหลือ การด้อยค่า และรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำของธุรกิจที่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด (Adjusted Cash EBITDA) ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 35 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 42,913 ล้านบาท จากการดำเนินกลยุทธ์บริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 บริษัทมีรายได้จากการขาย 136,243 ล้านบาท กำไรสำหรับงวด 11,535 ล้านบาท (หากไม่รวมรายการพิเศษอยู่ที่ 10,833 ล้านบาท) และมี Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 27,984 ล้านบาท ด้านสถานะทางการเงินพบว่าหนี้สินสุทธิลดลง 39,176 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงเหลือ 3.7 เท่า และมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 76,775 ล้านบาท
การเติบโตในครึ่งปีแรกครอบคลุมในหลายกลุ่มธุรกิจ โดยกลุ่มซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างเน้นการบริหารต้นทุนและขยายความร่วมมือกับพันธมิตร กลุ่มแพกเกจจิ้ง (Packaging) มีผลการดำเนินงานดีขึ้นจากการเข้าซื้อธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระดาษในอินโดนีเซียและการขยายตัวของตลาดในเวียดนาม ส่วนกลุ่มเคมิคอลส์ (Chemicals) ได้ปรับตัวรับความผันผวนในตะวันออกกลางด้วยการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งนอกช่องแคบฮอร์มุซ ควบคู่กับการเน้นจำหน่ายสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ประกอบกับส่วนต่างราคาสินค้าปิโตรเคมีในตลาดโลกที่ปรับตัวดีขึ้น

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ระบุว่า สถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนสูง โดยเฉพาะกรณีการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งส่งผลกระทบให้สินค้าที่ส่งมายังภูมิภาคเอเชียหายไปประมาณร้อยละ 50 บริษัทจึงเน้นการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบแบบรายวันและรายสัปดาห์ เพื่อลดผลกระทบต่อลูกค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง พร้อมทั้งเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ยกระดับฐานการผลิตในระดับภูมิภาคอาเซียน และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงหุ่นยนต์มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ การแข่งขันจากสินค้าจีนในภูมิภาคอาเซียน ถือเป็นทั้งแรงกดดันและโอกาสในการมองหาพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อร่วมกันตั้งฐานการผลิต ส่วนแนวโน้มในครึ่งปีหลัง แม้ยังต้องเผชิญความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินเฟ้อ และต้นทุนพลังงาน บริษัทจะยังคงดำเนินกลยุทธ์ระยะกลาง เช่น โครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ในประเทศเวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายปี 2570
การดำเนินงานที่สำคัญในครึ่งปีแรก 2569 รายธุรกิจ มีดังนี้
1.) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์ วัสดุก่อสร้างและตกแต่ง ได้แรงหนุนจากโครงการภาครัฐของไทย รวมทั้งตลาดในเวียดนามและอินโดนีเซียที่เติบโต ขณะที่ตลาดเอกชนในประเทศยังชะลอตัว
เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กำไรสำหรับงวด 5,790 ล้านบาท Adjusted Cash EBITDA 11,407 ล้านบาท สาเหตุหลักจากการปรับโครงสร้างธุรกิจและบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการดำเนินงานที่สำคัญในครึ่งปีแรก 2569 ได้แก่
- การรวมธุรกิจเอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และเอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทลภายใต้ชื่อ “เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง” ชูลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อเพิ่มโอกาสการขายและยกระดับประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ ส่งผลให้สามารถต่อยอดจากฐานลูกค้าคอนกรีตผสมเสร็จไปสู่สินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-RMC Products) โดยมีอัตราการขายข้ามกลุ่มสินค้าเพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน พร้อมขยายเครือข่ายร้านค้าช่วงเพิ่มขึ้นกว่า 200 ร้าน อีกทั้งยังช่วยลดงานซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรร่วมกัน โดยคาดว่าจะลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้กว่า 1,000 ล้านบาทภายในปีนี้
- เร่งขยายสินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า (Smart Value Products: SVP) เช่น ปูนซีเมนต์คิวแม็กซ์ (Q-MAXX) ด้วยกลยุทธ์การตลาดรายพื้นที่ ผ่านตัวแทนจำหน่ายและร้านวัสดุก่อสร้างพันธมิตร
- ขยายสินค้า HVA เช่น “กลุ่มวัสดุตกแต่งกรุพื้นผิว SCG DECAAR” สำหรับผนัง ฝ้าเพดาน และพื้น ทั้งภายในและนอกอาคาร ด้วยดีไซน์และทางเลือกวัสดุหลากหลาย อาทิ ไฟเบอร์ซีเมนต์ อะลูมิเนียม WPC และไวนิล
- เดินหน้าผลักดัน “ปูนเอสซีจีคาร์บอนต่ำ” ต่อเนื่อง โดยสามารถเข้าถึงตลาดในประเทศไทยได้มากกว่า 80% แล้ว พร้อมเร่งการผลิตและส่งออกจากเวียดนาม เพื่อรองรับตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนที่มีแนวโน้มเติบโต
- เดินหน้าขยายตลาดสู่ออสเตรเลีย ที่มีศักยภาพเติบโต ผ่านการนำเสนอนวัตกรรมสินค้าเพื่อการอยู่อาศัยและก่อสร้าง ทั้งกลุ่มหลังคา ฝาฝ้า และฉนวนกันความร้อนในงาน “Sydney Build Expo 2026” ด้วยสินค้าคุณภาพ มีมาตรฐานสากล และความยั่งยืน
เอสซีจี เดคคอร์ Adjusted Cash EBITDA 1,378 ล้านบาท จากรายได้ต่างประเทศเติบโตโดยเฉพาะในเวียดนาม การบริหารการเงิน ต้นทุนพลังงาน และสินค้าคงเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ ถึงแม้บริษัทจะมีค่าใช้จ่ายการปรับโครงสร้างธุรกิจและการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ในประเทศไทย ผลการดำเนินงานที่สำคัญในครึ่งปีแรก 2569 ได้แก่
- เดินหน้าโครงการเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนที่ PRIME เวียดนาม รับความต้องการในประเทศที่เติบโตและส่งออก ซึ่งเมื่อโครงการเสร็จในปี 2570 จะมีกำลังการผลิตเป็น 40% ของกำลังการผลิตรวมของบริษัท
- เดินหน้าโครงการรวมศูนย์การผลิตกระเบื้องเซรามิกและกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และติดตั้งสายการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนใหม่พร้อมระบบ Automation ในไทย ให้เสร็จในไตรมาส 3 ปี 2570 เพื่อให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลงสูงสุด 20%
- จับมือพันธมิตรผู้ผลิตชิ้นส่วนสุขภัณฑ์อันดับต้นของจีน รุกตลาดสุขภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Toilet) โดยสร้างโรงงานในไทยที่กำลังการผลิต 96,000 ชิ้น/ปี
2.) ธุรกิจเคมิคอลส์ สถานการณ์ตะวันออกกลางกระทบต่อการจัดหาวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน โรงงานปิโตรเคมีหลายแห่งหยุดหรือปรับลดกำลังการผลิต ทำให้อุปทานในตลาดโลกลดลง ส่งผลให้ราคาพอลิเอทิลีน (PE) และพอลิโพรพิลีน (PP) ปรับตัวสูงขึ้น
เอสซีจีซี กำไรสำหรับงวด 5,898 ล้านบาท Adjusted Cash EBITDA 15,600 ล้านบาท สาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และการบริหารจัดการของบริษัทที่เร่งจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งนอกช่องแคบฮอร์มุซ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงงาน (Optimization) การเพิ่มปริมาณการขายสินค้า HVA และการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ ผลการดำเนินงานที่สำคัญในครึ่งปีแรก 2569 ได้แก่
- ขายหุ้น 14.86% ใน PT Chandra Asri Pacific Tbk.(CAP) อินโดนีเซีย มูลค่าธุรกรรมราว 24,900 ล้านบาท ได้สำเร็จ ตามกลยุทธ์ลดภาระทางการเงินและจัดสรรเงินไปลงทุนโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP เวียดนาม
- เร่งเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP เวียดนาม ซึ่งอยู่ระหว่างการหยุดเดินเครื่องชั่วคราว โดยล่าสุดการก่อสร้างถังเก็บอีเทนมีความคืบหน้ากว่า 60% ให้พร้อมเริ่มดำเนินการปลายปี 2570 ตามแผน
- การร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC ยังอยู่ระหว่างเร่งศึกษาความเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง และจะแจ้งความคืบหน้าในไตรมาส 3 ปี 2569
3.) ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ฟื้นตัวในไตรมาส 2 ปี 2569 ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบ ราคาพลังงาน และค่าขนส่งปรับเพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เอสซีจีพีจึงมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อบริหารต้นทุน รักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจของลูกค้า เสริมความสามารถการแข่งขันผ่านเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค และโซลูชันบรรจุภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคแบบครบวงจร
เอสซีจีพี กำไรสำหรับงวด 3,870 ล้านบาท Adjusted Cash EBITDA 10,472 ล้านบาท สาเหตุหลักจากธุรกิจในอินโดนีเซียพลิกทำกำไร จากปริมาณการขายบรรจุภัณฑ์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นและการปรับตัวของราคาตามตลาดในภูมิภาค การบริหารต้นทุน การปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตส่งผลให้จัดการต้นทุนได้ตามที่วางแผนไว้ ขณะที่ธุรกิจในเวียดนามยังได้แรงหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจและการบริโภคในประเทศต่อเนื่อง ผลการดำเนินงานที่สำคัญในครึ่งปีแรก 2569 ได้แก่
- รุกขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระดาษในอาเซียน รับโอกาสความต้องการที่ขยายต่อเนื่อง โดยเพิ่มกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกในตอนใต้ของเวียดนาม
- สร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่การขับเคลื่อนความยั่งยืน โดยสร้างคุณค่าร่วมกับลูกค้าผ่านการพัฒนานวัตกรรมสินค้า บริการ และโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจและเป้าหมาย ESG อาทิ ร่วมกับ คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) (KAO) พัฒนาบรรจุภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมโมโนแมททีเรียล (Mono-material) ที่ออกแบบมาเพื่อให้บรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัวหลายชั้น (Flexible Packaging) ผลิตจากวัสดุชนิดเดียว เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการรีไซเคิล
- ใช้เทคโนโลยีระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) Machine Learning และ Deep Learning ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การบริหารต้นทุน การควบคุมคุณภาพ และการวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนนำหุ่นยนต์ที่ทำงานร่วมกับพนักงาน (Collaborative Robots: Cobots) มาใช้ เพิ่มประสิทธิภาพงานที่มีความซ้ำซ้อนและต้องการความต่อเนื่อง
คาดการณ์ 2569 ครึ่งปีหลัง
นายธรรมศักดิ์ ระบุว่า สถานการณ์ความผันผวนโดยเฉพาะภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงครึ่งปีหลังจะผันผวนยิ่งกว่ารถไฟเหาะและจะเริ่มมีการขึ้นลงแนวดิ่งเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะวันนี้ที่เริ่มทวีความรุนแรงมากยิ่ง แต่ส่วนตัวมองว่าถ้าหากสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ก็จะสามารถทำให้องค์กรอยู่รอดได้ ส่วนสถานะการสินค้าล้นตลาดจากประเทศจีนจะยังคงเป็นความท้าทายและโอกาสอยู่บ้าง
ส่วนเรื่องสถานการณ์เงินเฟ้อโดยเฉพาะสภาพภูมิอากาศ ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) ก็จะทำให้ราคาสินค้าและพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงทำให้ SCG สามารถที่จะเรียนรู้ได้โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา
“ส่วนตัวมองว่าปัจจัยที่จะทำให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด จำเป็นที่จะต้องมั่นคงในแผนระยะกลางควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาระยะสั้นด้วย การมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางและการใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นและต้นทุนลดลง ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการทำให้บริษัทบรรลุแผนที่ตั้งไว้ได้ ที่ผ่านมาแม่บริษัทมีผลสัมฤทธิ์เยอะถ้าหลังจากนี้จะเห็นผลสำเร็จมากขึ้นอีกและอยากให้มองภาพใหญ่ไกลกว่าแค่ปีนี้ แต่ให้มองภาพรวมในระยะยาวมากยิ่งขึ้น ไปถึงปี ค.ศ. 2027”
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2569 ในอัตรา 3.5 บาทต่อหุ้น คิดเป็นเงินรวม 4,200 ล้านบาท หรือร้อยละ 24 ของกำไรสำหรับงวดครึ่งปีแรก โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 กำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 21 สิงหาคม 2569
