Connect with us

การเมือง

พิพัฒน์ เปิดใจปมดราม่าธุรกิจน้ำมัน PT ยันไม่เคยแทรกแซง พร้อมถอยจากบทบาทคุมพลังงาน

Published

on

กระทรวงคมนาคมนำโดย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ จัดเตรียมมาตรการอำนวยความสะดวกการเดินทางแก่ประชาชนที่จะร่วมถวายสักการะสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ท้องสนามหลวง ทั้งการเดินทางทางบก รถไฟ รถไฟฟ้า และทางน้ำ

สำนักข่าวบริคอินโฟ – นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกระแสการต่อต้านและแบนธุรกิจพลังงานของครอบครัวหรือ ปั๊มพีที (PT) โดยระบุว่าตนเองแยกตัวออกจากธุรกิจดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2546 และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการภายใน พร้อมแสดงเจตจำนงเตรียมหารือกับนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาการกำกับดูแล กระทรวงพลังงาน หากสังคมยังเกิดความไม่เชื่อมั่น เพื่อความสบายใจของทุกฝ่ายและหลีกเลี่ยงข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

นายพิพัฒน์ระบุว่า ตนเข้าใจในความรู้สึกของประชาชนแต่ยืนยันว่าต้องแยกแยะส่วนที่เกี่ยวข้องกัน เนื่องจากตนลาออกจากตำแหน่งในธุรกิจครอบครัวมานานกว่า 20 ปี และจะเดินทางเข้าไปที่บริษัทเพียงปีละครั้งในวันเกิดบริษัทช่วงเดือนมีนาคมเท่านั้น พร้อมย้ำว่า บริษัท พีทีจี เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG มีคณะกรรมการบริหารและบอร์ดบริหารที่มีความเป็นมืออาชีพ การจะเข้าไปก้าวก่ายหรือครอบงำทำได้ยากแม้ตนจะเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นก็ตาม

“การที่ผมจะเข้าไปแทรกแซงหรือประกาศขึ้นราคาน้ำมัน ขอให้รอดูการพิสูจน์ผลประกอบการในไตรมาส 1 กลางเดือนพฤษภาคมนี้ดีกว่า ขณะนี้ผมแก้ตัวอะไรคงไม่มีประโยชน์ แต่ยืนยันถึงความบริสุทธิ์ใจและไม่เคยเอาความลับราชการมาเปิดเผยให้กับคณะกรรมการบริษัทหรือคนในครอบครัว ว่าน้ำมันในแต่ละวันจะปรับขึ้นอัตราเท่าใด ความจริงจะปรากฏในไม่ช้า” นายพิพัฒน์ กล่าว

สำหรับการทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์บริหารวิกฤตการณ์บริหารจัดการทรัพยากรพลังงาน (ศบก.) ในรัฐบาลชุดใหม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่าหากนายกรัฐมนตรีมอบหมายตนก็พร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่หากมีการปรับเปลี่ยนผู้รับผิดชอบตนก็พร้อมถอยออกมาเป็นกองเชียร์ ทั้งนี้ยังมีความกังวลเรื่องการยอมรับของสังคม โดยเตรียมที่จะหารือกับนายกรัฐมนตรีโดยตรงว่าหากสังคมไม่ยินดีให้ตนกำกับดูแล กระทรวงพลังงาน ก็อาจจะขอไปทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กระทรวงอื่นแทน

นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงประเด็น ภาษีลาภลอยโรงกลั่น โดยระบุว่าเคยมีการหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาแล้วถึง 2 ครั้ง ซึ่งตนมองว่าต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าหากมีการเก็บภาษีในช่วงที่มีกำไรแล้ว ในช่วงที่โรงกลั่นประสบภาวะขาดทุนจะมีการชดเชยให้อย่างไร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการเช่นกัน

Advertisement

ในช่วงท้ายนายพิพัฒน์ย้ำว่า ตนไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งผู้อำนวยการ ศบก. และหากมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกว่าเข้ามาทำหน้าที่ ตนก็ยินดีที่จะให้คนอื่นเข้ามาบริหารจัดการแทน เพื่อลดกระแสความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและเพื่อให้การดำเนินงานของภาครัฐเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่มีข้อสงสัยจากสังคม