Connect with us

ข่าว

REIC เผยตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ-ปริมณฑล Q2/2569 คอนโดฯ ยอดขายพุ่ง 19.5% สวนทางบ้านจัดสรรชะลอตัว

Published

on

เจแอลแอล (JLL) เผยตลาดโรงแรมระดับลักชัวรีในไทยและเอเชียแปซิฟิกเติบโตสูง มูลค่าซื้อขายในไทยแตะ 2,200 ล้านบาทในปี 2568 ชี้อุปทานจำกัดดันราคาห้องพักพุ่ง

สำนักข่าวบริคอินโฟ – ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) รายงานสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครและ 5 จังหวัดปริมณฑล ไตรมาส 2 ปี 2569 ภาพรวมอุปทานเหลือขายสะสมลดลง 10.2% เหลือ 202,414 หน่วย หลังผู้ประกอบการชะลอการเปิดโครงการใหม่เพื่อปรับสมดุล ขณะที่ยอดขายได้ใหม่เพิ่มขึ้น 2.6% โดยมีแรงหนุนหลักจากกลุ่มอาคารชุดที่มียอดขายเติบโต 19.5% สวนทางกับตลาดบ้านจัดสรรที่ยอดขายชะลอตัวลง 11.4%

นางสาวสิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า จากการสำรวจตลาดที่อยู่อาศัย 27 จังหวัดทั่วประเทศ มีหน่วยเสนอขายรวม 359,433 หน่วย มูลค่า 2,022,507 ล้านบาท โดยพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลครองสัดส่วนสูงสุดถึง 59.6% หรือ 214,083 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 67.1% ของทั้งประเทศ ทั้งนี้ อุปทานเสนอขายรวมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลลดลง 9.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แบ่งเป็นอาคารชุด 85,249 หน่วย ลดลง 5.8% และบ้านจัดสรร 128,834 หน่วย ลดลง 11.9% สำหรับโครงการเปิดขายใหม่ลดลง 15.6% โดยเฉพาะกลุ่มบ้านจัดสรรที่เปิดตัวลดลง 28.6% และมูลค่าลดลง 51.9% สะท้อนว่าผู้ประกอบการเน้นพัฒนาโครงการในระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ขณะที่อัตราดูดซับรวมขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1.8% ต่อเดือน คาดว่าจะใช้เวลาระบายสต็อกเฉลี่ย 52 เดือน โดยคอนโดมิเนียมใช้เวลา 39 เดือน ส่วนบ้านจัดสรรใช้เวลา 67 เดือน

นายมานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า ตลาดที่อยู่อาศัยกำลังปรับตัวเชิงโครงสร้างเนื่องจากต้นทุนที่ดินและค่าก่อสร้างสูงขึ้น ประกอบกับการกระจายตัวของโครงข่ายระบบราง ทำให้เมืองเปลี่ยนผ่านสู่รูปแบบโครงข่ายที่มีศูนย์กลางย่อยหลายจุด ปัจจัยขับเคลื่อนทำเลสำคัญประกอบด้วยการเข้าถึงระบบราง ใกล้แหล่งงาน และสิ่งอำนวยความสะดวก ส่งผลให้เกิดพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ 2 แห่ง ได้แก่ ย่านศูนย์กลางธุรกิจใหม่ (New CBD) บริเวณพระราม 9-รัชดาภิเษก ซึ่งเหมาะต่อการพัฒนาอาคารสำนักงานและคอนโดมิเนียมระดับบน และเขตธุรกิจฝั่งตะวันออก (EBD) โซนบางนา-สุวรรณภูมิ ซึ่งรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมและโครงการบ้านเดี่ยวระดับบน อย่างไรก็ดี กำลังซื้อยังแยกออกเป็นสองขั้วชัดเจน โดยกลุ่มระดับบนยังเติบโตได้ดี ขณะที่กลุ่มตลาดกลางถึงล่างเผชิญแรงกดดันจากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงิน

สำหรับสถานการณ์รายพื้นที่ กรุงเทพมหานครมีหน่วยเสนอขายรวม 88,528 หน่วย ลดลง 6.0% แต่ยอดขายได้ใหม่เพิ่มขึ้น 3.8% จากแรงหนุนของอาคารชุดที่เพิ่มขึ้น 14.7% โดยเฉพาะโซนสุขุมวิทมียอดขายเติบโต 138.6% สวนทางกับบ้านจัดสรรที่ยอดขายลดลง 18.4% และมีสต็อกระดับราคาเกิน 10 ล้านบาทขึ้นไปในบางทำเลที่ต้องเฝ้าระวัง เช่นเดียวกับจังหวัดนนทบุรีที่มีการชะลอเปิดโครงการใหม่ลงถึง 67.7% ส่งผลให้หน่วยเหลือขายลดลงเหลือ 30,269 หน่วย โดยอาคารชุดโซนบางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย มียอดขายเติบโต 59.0% แต่บ้านจัดสรรยังคงระบายสต็อกได้ช้า ต้องใช้เวลาเฉลี่ย 72-76 เดือน

Advertisement

ส่วนจังหวัดปทุมธานี อุปทานเปิดขายใหม่ลดลง 93.6% แต่ยอดขายรวมเพิ่มขึ้น 9.9% จากความต้องการคอนโดมิเนียมย่านสถานศึกษา โดยเฉพาะโซนคลองหลวงมียอดขายโต 59.1% และมีอัตราดูดซับสูงถึง 7.9% ต่อเดือน ขณะที่บ้านจัดสรรในโซนหนองเสือและคลองหลวงยังคงเผชิญภาวะสต็อกสะสมสูง ด้านจังหวัดสมุทรปราการ แม้ยอดขายรวมจะชะลอตัวลง 29.6% แต่การลดเปิดโครงการใหม่ทำให้หน่วยเหลือขายลดลงเหลือ 29,035 หน่วย โดยมีคอนโดมิเนียมโซนเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ ที่มียอดขายขยายตัว 18.2%

ขณะที่จังหวัดสมุทรสาคร ยอดขายได้ใหม่เติบโตแบบก้าวกระโดด 107.8% ขับเคลื่อนโดยบ้านจัดสรรในโซนอำเภอเมืองที่เพิ่มขึ้น 168.7% ส่งผลให้อัตราดูดซับรวมขยับเป็น 2.2% ต่อเดือน คาดว่าจะใช้เวลาระบายสต็อกลดลงเหลือ 42 เดือน ปิดท้ายที่จังหวัดนครปฐม ผู้ประกอบการชะลอเปิดโครงการใหม่ลง 91.6% ส่งผลให้หน่วยเหลือขายสะสมลดลงเหลือ 6,263 หน่วย โดยคอนโดมิเนียมโซนเมืองและพุทธมณฑล-ศาลายายังคงระบายสต็อกได้ดีจากอานิสงส์ย่านมหาวิทยาลัย สวนทางกับบ้านจัดสรรโซนกำแพงแสนและบางเลน-ดอนตูมที่มีอัตราดูดซับต่ำเพียง 0.5% ต่อเดือน

Continue Reading
Advertisement