ข่าว
SCGD กางแผนปี 2569 รุกตลาดอาเซียนเต็มตัว ปักหมุดเวียดนามฐานผลิตหลัก พร้อมทุ่มงบ 2,500 ล้านบาทขยายกำลังการผลิต
สำนักข่าวบริคอินโฟ – บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD ประกาศยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจประจำปี 2569 มุ่งเน้นการเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในระดับภูมิภาคอาเซียนแบบครบวงจร (Integrated ASEAN Player) โดยให้ความสำคัญกับการขยายฐานธุรกิจใน ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูง พร้อมชูแนวคิดการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพผ่านเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่และการใช้พลังงานทางเลือก เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและราคาพลังงานที่ยังคงมีความไม่แน่นอน
นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCG Decor (SCGD) เปิดเผยว่า ทิศทางหลักของบริษัทคือการเชื่อมโยงฐานการผลิต ระบบซัพพลายเชน และเครือข่ายการจัดจำหน่ายในอาเซียนให้สอดประสานกัน โดยมองว่าเวียดนามเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญทั้งในด้านการผลิตและการส่งออก เนื่องจากมีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่โดดเด่น และมีต้นทุนการผลิตที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ซึ่งจะช่วยให้บริษัทเข้าถึงตลาดอาเซียนในวงกว้างได้ดียิ่งขึ้น
สำหรับแผนการลงทุนในปี 2569 เอสซีจี เดคคอร์ ได้จัดสรรงบลงทุน (Capex) มูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท โดยเน้นหนักไปที่การเพิ่มกำลังการผลิต กระเบื้องเกลซพอร์ซเลน (Glazed Porcelain) ในเวียดนามอีกจำนวน 6.6 ล้านตารางเมตร เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมจากกระเบื้องเซรามิกทั่วไปมาสู่สินค้าที่มีคุณภาพและงานดีไซน์ที่ทันสมัยมากขึ้น นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อควบคุมคุณภาพและลดต้นทุนในระยะยาว
ในด้านการบริหารจัดการต้นทุนพลังงาน SCGD ได้วางแผนลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้ เชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) ให้ถึง 34.5% ภายในปี 2569 จากเดิมที่ทำได้ 23.5% ในปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งขยายการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นเป็น 14% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งกลยุทธ์ด้านพลังงานนี้คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้เพิ่มเติมอีกปีละ 80 ล้านบาท ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่ผันผวน

ด้านกลุ่มธุรกิจ สุขภัณฑ์ บริษัทยังคงเดินหน้าชิงส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไทย โดยเน้นการพัฒนาสินค้าที่ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งกลุ่มนวัตกรรมอย่าง สุขภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Toilet) และกลุ่มที่เน้นความคุ้มค่า หรือ Smart Value Products (SVP) ภายใต้แบรนด์ โสสุโก้ (Sosuco) และก๊อกน้ำ พรีม่า (Prema) เพื่อรองรับกำลังซื้อในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะเดียวกันยังมีแผนขยายกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง เช่น กาวซีเมนต์, ยาแนว, ท็อปเคาน์เตอร์ครัว และเฟอร์นิเจอร์ห้องน้ำ โดยตั้งเป้ายอดขายในกลุ่มสินค้าใหม่นี้เติบโตกว่า 40%
“SCGD ยังคงมุ่งสร้างการเติบโตควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย โดยเดินหน้าขยายธุรกิจสอดคล้องกับการขยายตัวของอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม พร้อมยกระดับความสามารถแข่งขันผ่านการพัฒนานวัตกรรมสินค้า การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพสูง เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด ครองใจผู้บริโภคในทุกประเทศที่เราดำเนินธุรกิจ และสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น” นายนำพล กล่าว
ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งโดยมีเงินสดในมือกว่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการรองรับโครงการควบรวมกิจการ (Merger & Partnership) ที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานหลายโครงการ เพื่อสร้างความมั่นคงและผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในอนาคต
