ข่าว
ทรัมป์แสดงความผิดหวังต่อสตาร์เมอร์ ปมสั่งระงับใช้ฐานทัพดิเอโก การ์เซีย โจมตีอิหร่าน
สำนักข่าวบริคอินโฟ – ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งสหรัฐอเมริกา แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อ เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร หลังจากที่ฝ่ายอังกฤษสั่งระงับไม่ให้กองทัพสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพบนเกาะ ดิเอโก การ์เซีย (Diego Garcia) เพื่อดำเนินปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อ อิหร่าน (Iran) โดยผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวนับเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แม้ภายหลังรัฐบาลลอนดอนจะยอมผ่อนปรนเงื่อนไขให้ใช้พื้นที่ในเชิงรับได้ก็ตาม
ความตึงเครียดครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สื่ออังกฤษรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมากที่ก่อนหน้านี้สหราชอาณาจักรไม่อนุญาตให้ใช้ฐานทัพเพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารต่ออิหร่าน โดยเขาระบุว่าการปฏิเสธของอังกฤษนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เคย “เกิดขึ้นระหว่างประเทศของเรามาก่อน” แม้ว่าต่อมาในช่วงคืนวันอาทิตย์ นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) จะได้ออกแถลงการณ์ยอมรับคำขอของสหรัฐฯ ในการใช้ฐานทัพเพื่อ “วัตถุประสงค์ในการป้องกันที่เฉพาะเจาะจงและจำกัด” แต่ทางทรัมป์มองว่าสตาร์เมอร์ “ใช้เวลานานเกินไป” กว่าที่จะเปลี่ยนใจในเรื่องนี้
หมู่เกาะชากอส (Chagos Archipelago) ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพร่วมระหว่าง สหรัฐอเมริกา (United States) และสหราชอาณาจักร มีประวัติศาสตร์การเช่าพื้นที่มาอย่างยาวนาน โดยอังกฤษได้แยกหมู่เกาะนี้ออกจากมอริเชียสตั้งแต่ปี 1965 และให้สหรัฐฯ เช่าเกาะ ดิเอโก การ์เซีย (Diego Garcia) เพื่อเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหาร ซึ่งภายใต้ข้อตกลงใหม่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 อังกฤษได้ตกลงที่จะโอนอำนาจสถาปัตย์เหนือหมู่เกาะชากอสคืนให้แก่มอริเชียส โดยมีการทำสัญญาเช่าเกาะดิเอโก การ์เซีย กลับคืนมาเป็นระยะเวลา 99 ปี ด้วยมูลค่าเช่าปีละ 101 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 136 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เคยออกมาวิจารณ์ข้อตกลงการเช่าพื้นที่ดังกล่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่าเป็น “ความผิดพลาดครั้งใหญ่” พร้อมย้ำถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ว่า “อาจมีความจำเป็นที่สหรัฐฯ จะต้องใช้ดิเอโก การ์เซีย” ในกรณีที่การเจรจาด้านนิวเคลียร์กับอิหร่านไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการกดดันพันธมิตรอย่างสหราชอาณาจักรให้สนับสนุนมาตรการทางทหารที่เข้มข้นขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง
