Connect with us

ข่าว

อิหร่านลั่น! เตรียมพร้อมรับมือสงครามยืดเยื้อ หลังเหตุโจมตีทางอากาศในกรุงเตหะราน

Published

on

กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านประณาม สหรัฐฯ และ อิสราเอล หลังเปิดฉากโจมตีเมืองสำคัญและโครงสร้างพื้นฐาน ยันเป็นสิทธิชอบธรรมในการตอบโต้ผู้รุกราน

สำนักข่าวบริคอินโฟ – นาย อาลี ลาริจานี (Ali Larijani) เลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน (Supreme National Security Council – SNSC) ออกมาประกาศความพร้อมของประเทศในการเผชิญหน้ากับ สงครามยืดเยื้อ (Long war) โดยยืนยันว่ากองทัพอิหร่านจะปกป้องตนเองอย่างเต็มกำลัง หลังจากเกิดเหตุการณ์โจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในกรุงเตหะรานและหลายเมืองทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมถึงผู้นำระดับสูง ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายลาริจานีระบุผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า อิหร่าน (Iran) มีความแตกต่างจากสหรัฐอเมริกา เนื่องจากได้เตรียมตัวสำหรับสภาวะสงครามในระยะยาวไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเขาย้ำว่าในช่วง 300 ปีที่ผ่านมา อิหร่านไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มต้นสงครามก่อน และกองทัพที่กล้าหาญของประเทศจะไม่มีการปฏิบัติการโจมตีใด ๆ เว้นแต่จะเป็นไปเพื่อการป้องกันตนเองเท่านั้น

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบโต้เหตุการณ์เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งมีการโจมตีทางอากาศโดยกองกำลังผสมของ สหรัฐอเมริกา (United States) และ อิสราเอล (Israel) เข้าใส่กรุง เตหะราน (Tehran) และเมืองสำคัญอื่น ๆ เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้ อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต พร้อมด้วยสมาชิกในครอบครัว ผู้บัญชาการทหารระดับสูง และพลเรือนอีกจำนวนหนึ่ง

เลขาธิการ SNSC ยังได้กล่าวคำมั่นต่อประชาชนว่า ชาวอิหร่านจะลุกขึ้นป้องกันตนเองอย่างดุดันโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนหรือความสูญเสีย พร้อมกับเตือนฝ่ายตรงข้ามว่าการตัดสินใจที่ผิดพลาดในครั้งนี้จะนำมาซึ่งความเสียใจ โดยเขาระบุว่า “เราจะทำให้ศัตรูต้องเสียใจกับการคำนวณที่ผิดพลาดของพวกเขา” ซึ่งสะท้อนถึงจุดยืนที่แข็งกร้าวของรัฐบาลอิหร่านต่อการคุกคามจากภายนอก

Advertisement

ภายหลังจากการโจมตีของฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอล ทางการอิหร่านได้ตอบโต้ทันทีด้วยการปล่อยขีปนาวุธและโดรนโจมตีหลายระลอก โดยพุ่งเป้าไปที่พื้นที่ในอิสราเอล รวมถึงฐานทัพของสหรัฐอเมริกาที่กระจายตัวอยู่ทั่ว ภูมิภาคตะวันออกกลาง (Middle East) ส่งผลให้สถานการณ์ความมั่นคงในระดับโลกก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤตที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

Continue Reading
Advertisement