Connect with us

ข่าว

แคสเปอร์สกี้เตือนเทรนด์ AI สร้างภาพเลียนแบบ เสี่ยงเปิดช่องมิจฉาชีพเจาะข้อมูลส่วนตัว

Published

on

แคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) เตือนผู้ใช้โซเชียลมีเดีย เทรนด์ใช้ AI สร้างภาพเลียนแบบชีวิตประจำวัน เสี่ยงเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้มิจฉาชีพใช้ทำฟิชชิงและกลโกงดิจิทัล

สำนักข่าวบริคอินโฟ – ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ออกโรงเตือนผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย หลังพบเทรนด์การใช้เครื่องมือ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI สร้างภาพเลียนแบบจากข้อมูลส่วนตัวกำลังแพร่หลายในแพลตฟอร์ม Instagram, TikTok และ LinkedIn โดยชี้ว่าพฤติกรรมการป้อนข้อมูลเชิงลึกเพื่อให้ AI วิเคราะห์ตัวตน อาจกลายเป็นการมอบ “พิมพ์เขียว” ให้กับอาชญากรไซเบอร์ในการทำ วิศวกรรมสังคม (Social Engineering) และการโจมตีแบบ ฟิชชิง (Phishing) ที่มีความแนบเนียนสูงขึ้น

กระแสการสร้างภาพจำลองหรือภาพการ์ตูนล้อเลียนชีวิตการทำงานและครอบครัวผ่านคำสั่ง “Create a caricature about me and my job based on everything you know about me” กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก อย่างไรก็ตาม แคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) ระบุว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช่เพียงการใช้ฟิลเตอร์แต่งรูปทั่วไป แต่เป็นการอนุญาตให้เครื่องมือ AI เข้าถึงข้อมูลโปรไฟล์ทั้งหมดโดยไม่มีข้อจำกัด ข้อมูลที่ถูกนำไปประมวลผลไม่ได้มีเพียงรูปถ่าย แต่ยังรวมถึง ชื่อบริษัท, โลโก้, ตำแหน่งงาน, กิจวัตรประจำวัน ไปจนถึงรายละเอียดของสมาชิกในครอบครัว ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างโปรไฟล์ดิจิทัลที่ละเอียดอ่อน

ทางด้าน เอเดรียน เฮีย (Adrian Hia) กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ แคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) ได้ให้ความเห็นต่อประเด็นนี้ว่า “กระแสไวรัลการสร้างภาพเลียนแบบชีวิตประจำวันของเราอาจดูเหมือนเป็นเรื่องสนุกที่ไม่เป็นอันตราย แต่แท้จริงแล้วเป็นการสมัครใจให้ข้อมูลแก่อาชญากรไซเบอร์ ทุกครั้งที่ผู้ใช้ป้อนรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเองให้กับ AI ผู้ใช้ได้มอบพิมพ์เขียวสำหรับการโจมตีวิศวกรรมสังคมที่สมบูรณ์แบบให้แก่ผู้ไม่หวังดี”

นอกจากนี้ ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญยังระบุว่า ความเสี่ยงนี้มีโอกาสเกิดขึ้นสูงในภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific) เนื่องจากมีอัตราการใช้งาน AI สูงถึง 78% ต่อสัปดาห์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก แต่ผู้ใช้งานจำนวนมากยังขาดความรู้พื้นฐานด้านเทคนิคที่เพียงพอ ทำให้ตกเป็นเป้าหมายของการหลอกลวงได้ง่าย ข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นภาพต้นฉบับ ประวัติการพิมพ์ (Prompt) หรือข้อมูลทางเทคนิคอย่าง ไอพีแอดเดรส (IP Address) มักถูกจัดเก็บไว้ตามนโยบายความเป็นส่วนตัวของแต่ละแพลตฟอร์มเพื่อใช้ฝึกฝนโมเดล AI ต่อไป ทำให้ข้อมูลเหล่านี้อาจคงค้างอยู่ในระบบนานกว่าที่คิด

Advertisement

“ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่การนำ AI มาใช้กำลังนำหน้าโลก แต่ความรู้ด้านเทคโนโลยียังตามไม่ทัน ภาพดิจิทัลเหล่านี้กำลังกลายเป็นแผนที่อันตราย เรากำลังให้ข้อมูลที่มิจฉาชีพต้องการเพื่อเปลี่ยนอีเมลฟิชชิงทั่วๆ ไป ให้กลายเป็นการหลอกลวงส่วนบุคคลที่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น และหลบหลีกการป้องกันของผู้ใช้ที่ระมัดระวังตัวได้” เอเดรียน กล่าวเสริมถึงผลกระทบในระยะยาว

การรวมกันของภาพและข้อความที่เปิดเผยพฤติกรรม ตลอดจนความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน จะช่วยให้อาชญากรไซเบอร์สามารถสร้างกลโกงที่ซับซ้อนและน่าเชื่อถือมากขึ้น เช่น การอ้างถึงสถานที่ทำงานหรือคนในครอบครัวเพื่อเรียกรับเงินหรือข้อมูลสำคัญ ซึ่งหากผู้ใช้ไม่ระมัดระวังในการแชร์ข้อมูลส่วนตัวกับเครื่องมือ AI ก็อาจนำไปสู่ความสูญเสียทางทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลในอนาคต

Continue Reading
Advertisement