Connect with us

การเมือง

นายกฯ แถลงสภาแจงความจำเป็นออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตพลังงานและเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน

Published

on

นายกฯ แถลงสภาชี้แจงความจำเป็นออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แก้ไขวิกฤตพลังงาน บรรเทาค่าครองชีพประชาชน พร้อมเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทน

สำนักข่าวบริคอินโฟ – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แถลงประกอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยกำหนดกรอบวงเงินกู้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท เพื่อใช้รับมือผลกระทบจากราคาพลังงานโลกและปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญว่า นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งน้ำมัน โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชน เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเกือบ 50%

นายกรัฐมนตรีระบุถึงเหตุผลความจำเป็นในการออกเป็นกฎหมายกำหนดวงเงินกู้เร่งด่วน เนื่องจากงบประมาณและเครื่องมือทางการคลังตามปกติไม่เพียงพอและไม่ทันต่อสถานการณ์ โดยงบกลางปี 2569 ที่ตั้งไว้ 99,000 ล้านบาท ถูกจัดสรรให้ภารกิจเร่งด่วนไปแล้ว ขณะที่ยังมีความต้องการใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกราว 140,000 ล้านบาท ซึ่งแม้รวมเงินทุนสำรองจ่าย 50,000 ล้านบาทก็ยังไม่เพียงพอ ส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ได้เบิกจ่ายไปแล้วราว 72% และวงเงินกู้ชดเชยการขาดดุลเหลือเพียง 17,000 ล้านบาท ทำให้ไม่สามารถรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที

สำหรับกรอบวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท แบ่งการใช้จ่ายออกเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกจำนวน 200,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการจากภาระค่าครองชีพและต้นทุนพลังงาน และส่วนที่สองจำนวน 200,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทนที่ผลิตในประเทศ รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงาน โดยกำหนดระยะเวลาการกู้เงินหรือออกตราสารหนี้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570

Advertisement

ทั้งนี้ การดำเนินงานจะอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง โดยคาดการณ์ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะยังคงอยู่ภายใต้เพดานไม่เกิน 70% พร้อมวางแผนบริหารต้นทุนและการชำระหนี้อย่างเป็นระบบ ส่วนโครงการที่จะได้รับการจัดสรรงบประมาณจะต้องผ่านการคัดกรองตามหลักเกณฑ์ความจำเป็นเร่งด่วน คุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อน และมีความพร้อมในการดำเนินงานทันที เพื่อให้สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว

Continue Reading
Advertisement