ข่าว
ทิสโก้ ชี้ “America First” ยังไม่จบ แม้ศาลเบรกอำนาจ ทรัมป์ เตือนไทยรับมือความเสี่ยงการค้า-ลงทุนระยะยาว
สำนักข่าวบริคอินโฟ – ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ หรือ TISCO ESU ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจโลกหลังศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติจำกัดอำนาจประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในการขึ้นภาษีผ่านกฎหมายฉุกเฉิน โดยชี้ว่านโยบาย America First ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้นผ่านการใช้มาตรา 122 แทน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในระยะยาว เนื่องจากสินค้าจากจีนจะได้รับอานิสงส์จากภาษีที่ต่ำลงจนลดความจำเป็นในการใช้ไทยเป็นฐานการส่งออก พร้อมปรับคาดการณ์ GDP ไทย ปี 2569 ขึ้นเป็น 1.8% และคาดว่า กนง. จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบล่าสุด
นายธนภัทร ธนชาต นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ระบุว่า แม้ศาลฎีกาสหรัฐฯ จะตัดสินให้ยุติการใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA ซึ่งส่งผลให้ภาษีตอบโต้และภาษีรายประเทศต้องยกเลิกทันที แต่อัตราภาษีในบางอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก อลูมิเนียม และรถยนต์ยังคงอยู่ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ ได้ตอบโต้ด้วยการใช้อำนาจตาม มาตรา 122 ประกาศขึ้นภาษี 10% ทั่วโลกเป็นเวลา 150 วัน และมีสัญญาณจะปรับเพิ่มเป็น 15% ในอนาคต ซึ่งจะทำให้ความได้เปรียบเสียเปรียบของคู่ค้าเปลี่ยนไป โดยเฉพาะจีนและอินเดียที่จะกลับมามีระดับภาษีใกล้เคียงกับประเทศอื่นมากขึ้น
ในส่วนของผลกระทบต่อประเทศไทย นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ TISCO ESU ให้ความเห็นว่า
“ไทยอาจได้รับผลบวกบ้างในระยะสั้นจากการที่อัตราภาษีลดลงจาก 19% มาอยู่ที่ 15% แต่ต้องติดตามอย่างละเอียดในแต่ละรายสินค้า เนื่องจากในครั้งนี้ทุกประเทศจะถูกคิดภาษีในอัตราที่เท่ากัน ทำให้แต้มต่อที่ไทยเคยมีในบางสินค้าที่ไทยถูกจัดเก็บในอัตราภาษีที่ต่ำกว่าคู่แข่งก็จะหายไป”
สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลให้สินค้าจากประเทศจีนได้รับประโยชน์จากภาษีที่ลดลง ทำให้ความต้องการใช้ไทยเป็นฐานการส่งออก (Transshipment) โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะกระทบต่อทิศทางการค้าและการลงทุนของไทยในระยะยาว นอกจากนี้ยังต้องจับตาการที่สหรัฐฯ มอบอำนาจให้ USTR ใช้มาตรา 301 ตรวจสอบการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับคู่ค้ารายใหญ่รวมถึงไทย ซึ่งตอกย้ำความเสี่ยงในสมรภูมิการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศ TISCO ESU ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้ขึ้นเป็น 1.8% จากเดิม 1.6% เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมาดีกว่าคาด จากการฟื้นตัวของการลงทุนภาครัฐและเอกชน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างโครงการคนละครึ่งที่ช่วยพยุงกำลังซื้อ แม้จะมีปัจจัยลบจากอุทกภัยในภาคใต้ก็ตาม
ส่วนทิศทางนโยบายการเงิน คาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ในการประชุมวันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ แม้เศรษฐกิจจะเติบโตต่ำกว่าศักยภาพและเงินเฟ้อติดลบ เนื่องจากข้อจำกัดของเครื่องมือทางการเงินและการปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า โดยคาดว่าอาจมีการพิจารณาปรับลดอีกครั้งในช่วงเดือนเมษายนหรือมิถุนายนเพื่อให้ดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 1%
