ข่าว
อาโตมี่ จับมือ อัลฟูลเทม กรุ๊ป เปิดบริการแบ่งชำระ 0% กับ 6 แบรนด์แฟชั่นดังทั่วไทย
สำนักข่าวบริคอินโฟ – อาโตมี่ ประเทศไทย (Atome Thailand) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสินเชื่อออนไลน์ในรูปแบบ ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later – BNPL) ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ บริษัท อัลฟูลเทม กรุ๊ป ประเทศไทย (AL-Futtaim Group) ผู้บริหารแฟรนไชส์แบรนด์แฟชั่นระดับโลก เพื่อยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งและเพิ่มทางเลือกการบริหารการเงินให้กับผู้บริโภคไทย โดยเปิดให้ลูกค้าสามารถเลือกแบ่งชำระค่าสินค้าได้ 3 งวด ด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% ครอบคลุม 6 แบรนด์ดังกว่า 23 สาขา เพื่อตอบรับพฤติกรรมการใช้จ่ายในยุคดิจิทัลที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง
สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงสินเชื่อให้แก่ลูกค้ารายย่อยท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินอย่างมีวินัย โดยลูกค้าที่ใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน Atome (อาโตมี่) สามารถชำระค่าสินค้า ณ จุดชำระเงินหน้าร้านของแบรนด์แฟชั่นชั้นนำในเครือ AL-Futtaim Group (อัลฟูลเทม กรุ๊ป) ได้แก่ Zara (ซาร่า), Massimo Dutti (มาสซิโม ดุตติ), Pull&Bear (พูลแอนด์แบร์), Bershka (เบอร์ชก้า), Oysho (โอโช) และ Zara Home (ซาร่า โฮม) รวมทั้งสิ้นกว่า 23 สาขา ซึ่งคาดว่าจะช่วยดึงดูดฐานลูกค้าใหม่และตอบสนองความต้องการที่หลากหลายได้มากขึ้น
นอกจากทางเลือกการชำระเงินแล้ว Atome ยังได้จัดแคมเปญส่งเสริมการขายมอบส่วนลดพิเศษระหว่างวันที่ 26 มกราคม 2569 ถึง 30 เมษายน 2569 โดยลูกค้าที่ชำระผ่านแอปพลิเคชันจะได้รับส่วนลดสูงสุด 300 บาท สำหรับแบรนด์ Zara, Massimo Dutti, Pull&Bear, Oysho และ Zara Home ส่วนแบรนด์ Bershka มอบส่วนลดสูงสุด 250 บาท โดยจำกัดสิทธิ์ 1 ครั้งต่อผู้ใช้ต่อแคมเปญ และสงวนสิทธิ์ให้แก่ผู้ที่กดรับและใช้ส่วนลดก่อนผ่านแอปพลิเคชันตามเงื่อนไขที่กำหนด
ในด้านขั้นตอนการใช้งาน แพลตฟอร์มถูกออกแบบมาให้เน้นความสะดวกและปลอดภัย โดยลูกค้าใหม่สามารถลงทะเบียนผ่านระบบปฏิบัติการ Android หรือ iOS ด้วยการผูกบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตเพื่อยืนยันตัวตน เมื่อต้องการซื้อสินค้าเพียงใช้ขั้นตอนการสแกนจ่ายผ่าน QR Code และระบุยอดชำระเต็มจำนวน ระบบจะทำการคำนวณยอดแบ่งจ่ายให้อัตโนมัติ โดยงวดแรกจะชำระเพียง 1 ใน 3 ของยอดทั้งหมด ส่วนอีก 2 งวดจะชำระในจำนวนที่เท่ากันโดยไม่มีดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม หากไม่มีการผิดนัดชำระ
ปัจจุบันเทรนด์การใช้จ่ายแบบ ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง (BNPL) กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลจาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) หรือ สศช. คาดการณ์ว่าภายในปี 2571 มูลค่าการชำระเงินผ่านรูปแบบดังกล่าวจะสูงถึง 15,818 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเติบโตขึ้นกว่า 17 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2564 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับช่องทางการใช้จ่ายที่มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสภาพคล่องทางการเงินส่วนบุคคล
