Connect with us

ข่าว

วีซ่า เปิด 5 เทรนด์การชำระเงินปี 2569 ชู AI – สเตเบิลคอยน์ พลิกโฉมเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียแปซิฟิก

Published

on

วีซ่า (Visa) ประกาศขยาย Visa Intelligent Commerce ในเอเชียแปซิฟิก เตรียมนำร่องต้นปี 2569 ชูเทคโนโลยี Trusted Agent Protocol รองรับการจ่ายเงินด้วย AI Agent อย่างปลอดภัย

สำนักข่าวบริคอินโฟ – วีซ่า (Visa) เผยทิศทางอุตสาหกรรมการเงินและระบบการชำระเงินในปี 2569 (ค.ศ. 2026) โดยระบุว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ปัจจัยสำคัญมาจากเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI), สเตเบิลคอยน์ (Stablecoins) และ อัตลักษณ์ดิจิทัล ที่จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจและธุรกรรมของผู้บริโภคที่เน้นการใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนเป็นหลัก โดยคาดการณ์ว่าในปี 2569 ความเร็วของการเปลี่ยนแปลงจะทวีคูณยิ่งกว่าปี 2568 ด้วยแรงขับเคลื่อนจากนโยบายการกำกับดูแลที่ชัดเจนขึ้นและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ขยายตัว

สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น วีซ่า (Visa) ได้สรุปออกเป็น 5 เทรนด์สำคัญที่ภาคธุรกิจและผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกต้องจับตามอง ดังนี้:

  1. Agentic Commerce การค้าขายยุค AI ครองเมือง: เทคโนโลยี AI จะยกระดับจากการเป็นเครื่องมือสนทนา สู่การทำหน้าที่เป็น “เอเจนต์” ให้กับผู้บริโภค ช่วยจัดการตั้งแต่การค้นหา เลือกซื้อ ไปจนถึงการชำระเงิน ข้อมูลในสหรัฐฯ ชี้ว่าแพลตฟอร์ม Generative AI ผลักดันให้ทราฟฟิกค้าปลีกออนไลน์โตขึ้นถึง 4,700% ซึ่งเทรนด์นี้จะขยายสู่ภาคธุรกิจ (B2B) ในเอเชียแปซิฟิกที่มีกว่า 200 ล้านบริษัท โดยทางวีซ่าได้เตรียมโซลูชัน Trusted Agent Protocol เพื่อให้ร้านค้าสามารถจดจำและทำธุรกรรมร่วมกับเอเจนต์ AI ได้อย่างปลอดภัย
  2. การใช้งานร่วมกันระหว่าง เงินเฟียต และ สเตเบิลคอยน์ (Stablecoins): การถกเถียงเรื่องสกุลเงินดั้งเดิมกับดิจิทัลจะเปลี่ยนไปสู่การทำงานร่วมกัน ปัจจุบัน สเตเบิลคอยน์ มีมูลค่าในระบบการเงินโลกกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีการใช้งานผ่านบัตรที่เชื่อมต่อกว่า 130 โปรแกรม คิดเป็นยอดชำระกว่า 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยกฎระเบียบในสิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น และไทย ที่ชัดเจนขึ้น จะช่วยเร่งการยอมรับการใช้งานควบคู่กัน ผ่านบริการอย่าง Visa Direct ที่เชื่อมต่อกับพันธมิตรเช่น Nium
  3. ยกระดับความปลอดภัยด้วย อัตลักษณ์ดิจิทัล: เพื่อรับมือกับการปลอมแปลงตัวตนด้วย AI การระบุตัวตนจะเข้มข้นขึ้น เทคโนโลยี Tokenisation จะถูกนำมาใช้เพื่อแทนที่ข้อมูลบัตร ซึ่งช่วยลดการทุจริตได้ 34% และการใช้ Biometrics (ชีวมิติ) เช่น ลายนิ้วมือหรือใบหน้า จะช่วยลดการทุจริตได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับรหัส OTP เดิม โดยวีซ่าลงทุนกว่า 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาระบบป้องกัน อาทิ Visa Scam Disruption
  4. บอกลาการกรอกข้อมูลบัตรด้วย Click to Pay: ปัญหาการลืมเลขบัตรหรือกรอกข้อมูลผิดพลาด ซึ่งพบใน 6 ใน 10 ของผู้บริโภค จะถูกแก้ไขด้วยบริการ Click to Pay ที่ผสานระบบ Visa Payment Passkey ช่วยให้การชำระเงินบนอีคอมเมิร์ซรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น ลดโอกาสที่ร้านค้าจะเสียรายได้จากความไม่สะดวกในขั้นตอนชำระเงิน
  5. การเชื่อมต่อระบบการชำระเงินแบบไร้รอยต่อ (Interoperability): ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการเชื่อมโยงระหว่าง เงินสด บัตร ดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallet) และสกุลเงินดิจิทัล โดยเฉพาะในไทยที่มีพื้นฐานระบบพร้อมเพย์ที่แข็งแกร่ง ภาคธุรกิจและรัฐบาลจะเร่งปรับโครงสร้างพื้นฐานสู่ Cloud-native และ API-first ร่วมกับพันธมิตรอย่าง Pismo เพื่อรองรับบริการใหม่ ๆ เช่น Scan to Pay ที่ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม

ทั้งนี้ ปี 2569 จะไม่ใช่เพียงปีของการเปลี่ยนแปลงทั่วไป แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่แห่งการชำระเงินที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ โดยผู้ที่สนใจสามารถศึกษาบทวิเคราะห์เพิ่มเติมจากวีซ่าได้ผ่านทางเว็บไซต์ visa.com

Continue Reading
Advertisement