ข่าว
World สยบข่าวลือ ย้ำชัดเทคโนโลยีสแกนม่านตาใช้แค่ยืนยัน “ความเป็นมนุษย์” ไม่เก็บข้อมูลส่วนตัว ย้ำคุยกับ PDPC ตลอด พร้อมลงทุน 25 ล้านบาทในไทย
สำนักข่าวบริคอินโฟ – World หรือ Worldcoin ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีสแกนม่านตาที่ก่อตั้งโดย Sam Altman (แซม อัลต์แมน) ผู้สร้าง ChatGPT และ Alex Blania ได้จัดงานแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและตอบข้อสงสัยต่อกระแสข่าวลือและความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยย้ำว่าเทคโนโลยีดังกล่าวมีจุดประสงค์หลักเพื่อยืนยัน “ความเป็นมนุษย์” ไม่ใช่การยืนยันตัวตน และยืนยันความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้งานอย่างสูงสุด
งานแถลงข่าวนี้เกิดขึ้นหลังจากการตั้งข้อสงสัยของ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ตั้งข้อสงสัยและสอบสวนเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน รวมถึงการออกมาเตือนของตำรวจเรื่องการสแกนม่านตาเพื่อแลกกับข้อแลกเปลี่ยนบางอย่าง
- PDPC ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน คุมเข้มการใช้ข้อมูลชีวมิติ ตรวจสอบแพลตฟอร์มดิจิทัล หลังเหตุการณ์สแกนม่านตา
- World สยบข่าวลือ ย้ำชัดเทคโนโลยีสแกนม่านตาใช้แค่ยืนยัน “ความเป็นมนุษย์” ไม่เก็บข้อมูลส่วนตัว พร้อมลงทุน 25 ล้านบาทในไทย
นายภัคพล ตั้งตงฉิน ผู้จัดการ Tools for Humanity (TFH) ประจำประเทศไทย พร้อมด้วยนายฟาเบียน โบดันสไตเนอร์ Managing Director จาก World Foundation ได้ร่วมแถลงข่าว โดยชี้แจงประเด็นสำคัญ ได้แก่ World เป็นเทคโนโลยีระดับโลกที่ใช้เพื่อยืนยันความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับ AI หรือบอท เพื่อป้องกันการฉ้อโกงในโลกดิจิทัลเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อการยืนยันตัวตน นอกจากนี้ ยังชี้แจงว่าระบบไม่เก็บและไม่ขายข้อมูลชีวมิติของผู้ใช้งาน และได้ปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมาย
นายภัคพล ยืนยันว่า เทคโนโลยีนี้ใช้เพื่อยืนยันตัวตนเท่านั้นไม่ได้เป็นการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลแต่อย่างใด ขณะที่นายฟาเบียน สามารถกันสแกนแว่นตาเป็นหนึ่งในวิธีการที่เรียกว่าอย่าปัญญายังไม่สามารถที่จะลอกเลียนแบบลวดลายต่างๆของแต่ละคนได้ โดยในช่วงของการก่อตั้งและพัฒนาระบบและค้นพบว่าวิธีการ ยืนยันตัวตนโดยใช้ใบหน้าผ่านภาพถ่ายเดิมที่ใช้อยู่มีโอกาสที่จะถูกปัญญาปลอมแปลงได้จึงมองว่าการยืนยันตัวตนผ่าน Orb โดยเป็นอุปกรณ์ภายนอกที่ไม่ใช่โทรศัพท์ของผู้ใช้ จะสามารถยืนยันความเป็นมนุษย์ได้
ภาพม่านตาที่ได้ไป World เอาไปทำอะไร ?
สำหรับประเด็นความปลอดภัยของข้อมูล World นายภัคพล ยืนยันว่าเมื่อ Orb ถ่ายภาพม่านตาไปแล้ว ภาพดังกล่าวจะถูกแปลงไปเป็นตัวเลขที่เรียกว่า Iris Code ในมือถือของเรา และหากมือถือถูกแฮกก็เชื่อว่าระบบความปลอดภัยที่มีจะทำให้คนร้ายไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ที่เก็บไว้ในเครื่อง ซึ่งเลขนี้ไม่สามารถย้อนกลับมาเป็นภาพต้นฉบับได้ และภาพจะถูกลบออกจากระบบทันที ทำให้ข่าวลือเรื่องการรั่วไหลหรือนำข้อมูลไปขายนั้นไม่เป็นความจริง อีกทั้งระบบยังไม่สามารถเข้าถึงหรือผูกกับแอปพลิเคชันทางการเงินใดๆ ได้เลย ปัจจุบันได้นำตัวโค๊ตต่างๆ มาโชว์ให้เห็นผ่าน Github ว่า ระบบไม่สามารถใช้วิศวกรรมย้อนกลับเพื่อระบุตัวตนได้

โดยในประเทศไทย World ได้ร่วมมือกับพันธมิตรหลายราย เช่น Pantip, Whoscall, Eventpop และเกม Ragnarok Landverse เพื่อช่วยป้องกันภัยจากบอทและการฉ้อโกงทางออนไลน์
“ผมขอยืนยันว่าเราทำตามกฏหมายของประเทศไทยทุกอย่างรวมถึงมีการพูดคุยกับหน่วยงานภาคตลอดเวลาซึ่งรวมถึง PDPC ด้วย ส่วนการออกเติมของแมนท้องถิ่นนั้นชื่อว่าน่าจะเป็นชุดข้อมูลที่อาจจะยังไม่ครบทุกหน่วยงานโดยหลังจากนี้ก็จะพยายามเดินสายพูดคุยกับหน่วยงานท้องถิ่นต่อไป ซึ่งบางจุดที่มีการยุตติการให้บริการชั่วคราวไปนั้นก็เพื่อเตือนใจทำความเข้าใจซึ่งบางจุดที่มีการยุตติการให้บริการชั่วคราวไปนั้นก็เพื่อเดินสายทำความเข้าใจก่อนที่หน่วยงานท้องถิ่นจะเข้าใจผิดไปมากกว่าเดิม” นายภัคพล กล่าว
นายฟาเบียน ย้ำว่า สาเหตุที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่เราเลือกที่จะมาทำธุรกิจคือคนไทยเป็นคนที่เปิดกว้างด้านเทคโนโลยีเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเทคโนโลยี
World ไม่ได้แจกเงิน แต่ให้ Token ที่คุณจะเอาไปทำอะไรก็ได้
นายฟาเบียน ระบุว่า สำหรับเรื่องการจ่ายเงินถือว่าเป็นหนึ่งในเรื่องที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะเราไม่ได้แจกเงินโดยตรงต่อผู้คน แต่ว่าผู้ที่ลงทะเบียนกับเราจะได้รับเหรียญ Token ของเรา ซึ่งผู้ใช้จะนำ Token นี้ไปทำอะไรก็ได้ ผู้ใช้จะนำไปแปลงเป็นเงินบาทก็ได้ แต่เรายังคงย้ำเสมอว่าต้องใช้ผู้ให้บริการแลกสกุลเงินดิจิทัลที่ถูกกฎหมาย เราไม่ได้เป็นผู้ให้แลก Token เป็นเงินโดยตรง

World ไม่เก็บเงินเราเพื่อลงทะเบียนและทำไปเพื่ออะไร ?
ส่วนตัวนายฟาเบียนมองว่า ทั้งหมดที่ทำนี้ ทำขึ้นเพื่อให้เกิดสังคมดิจิทัลที่มีแต่มนุษย์จริงๆ เราเชื่อว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของมนุษย์ และเมื่อหน่วยงานต่างๆตัดสินใจที่จะใช้ระบบการยืนยันความเป็นมนุษย์ของแล้วเพื่อแยกแยะระหว่างคนจริงๆกับปัญญาประดิษฐ์หรือ Robot ต่างๆ บริษัทก็สามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้งานจากองค์กรต่างๆเหล่านั้นได้
ในส่วนของการพัฒนา World ได้ประกาศโครงการ “Orb Hackathon” เพื่อเชิญผู้เชี่ยวชาญและนักพัฒนามาทดสอบความแข็งแกร่งของระบบ และมีเงินรางวัลสำหรับผู้ที่ค้นพบช่องโหว่ นอกจากนี้ยังได้ประกาศลงทุนกว่า 25 ล้านบาทในโครงการ “Build With World” ในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนนักพัฒนาชาวไทยในการสร้าง Mini Apps และฐานข้อมูลที่ใช้ World ID ในการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานที่เป็นมนุษย์จริง
สุดท้ายนี้ World ยังขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังมิจฉาชีพที่อาจแอบอ้าง โดยเฉพาะการอ้างว่าจะให้เงินสดหรือผลตอบแทนเป็นการส่วนตัวเพื่อเข้าถึงบัญชีของผู้ใช้งาน ย้ำว่าการยืนยันความเป็นมนุษย์ผ่าน Orb จะต้องดำเนินการผ่านระบบและแอปพลิเคชันของ World เท่านั้น
”ผมเข้าใจว่าเทคโนโลยีนี้เป็นเทคโนโลยีที่ใหม่และต้องทำความเข้าใจ แต่ผมอยากจะชวนนึกย้อนกลับไปวันที่ iPhone มีระบบสแกนลายนิ้วมือ และเวลานั้นทุกคนก็มีความกังวลว่าสแกนลายนิ้วมือนี้จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดหรือไม่ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปมันก็พิสูจน์แล้วว่ามันเป็นเพียงการยืนยันตัวตนเท่านั้น เช่นเดียวกันกับเทคโนโลยีสแกนม่านตานี้ โดยส่วนตัวเชื่อว่าในอนาคตสิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นเรื่องปกติเหมือนกับ iPhone ที่สแกนลายนิ้วมือและสแกนม่านตาหรือใบหน้าเราเพื่อยืนยันตัวตน จนเราให้ความไว้ใจและมองว่าเป็นเรื่องปกติ“ นายภัคพล ระบุ
