Connect with us

ข่าว

สภาพัฒน์เปิดผลสำรวจภาวะสังคมไทยไตรมาสแรกปี 2568: การจ้างงานลด หนี้ครัวเรือนพุ่ง ความปลอดภัยทรุด

Published

on

สภาพัฒน์เผยภาวะสังคมไทยไตรมาสแรกปี 2568 ชี้การจ้างงานลดลง หนี้สินครัวเรือนและหนี้เสียเพิ่มขึ้น ขณะที่ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแย่ลง พร้อมเสนอประเด็นน่าจับตาด้าน Soft Skills, OTT, ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น และการรับมือแผ่นดินไหว

สำนักข่าวบริคอินโฟ – สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้เปิดเผย ภาวะสังคมไทยไตรมาสแรก ปี 2568 พบว่าสถานการณ์โดยรวมยังคงน่ากังวล โดยเฉพาะประเด็นด้าน การจ้างงาน ที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สวนทางกับ หนี้สินครัวเรือน ที่แม้จะชะลอการขยายตัวในไตรมาส 4 ปี 2567 แต่ หนี้เสียกลับเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวัง และการร้องเรียนเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคมีแนวโน้มสูงขึ้น

สถานการณ์แรงงานไตรมาสแรกปี 2568 ภาพรวมการจ้างงานปรับตัวลดลงอยู่ที่ 39.4 ล้านคน หรือลดลงร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการจ้างงานใน ภาคเกษตรกรรม ที่ลดลงร้อยละ 3.1 อย่างไรก็ตาม การจ้างงาน นอกภาคเกษตรกรรม ขยายตัวได้เล็กน้อยที่ร้อยละ 0.5 โดยเฉพาะในสาขา โรงแรมและภัตตาคาร ที่ยังคงขยายตัวร้อยละ 3.5 แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะเริ่มลดลง รวมถึงสาขา การขนส่งและเก็บสินค้า ที่ขยายตัวต่อเนื่องร้อยละ 4.5 ในขณะที่การจ้างงานใน ภาคการผลิต เริ่มหดตัวลงเล็กน้อยร้อยละ 0.4 สำหรับชั่วโมงการทำงานโดยรวมของแรงงานลดลงอยู่ที่ 40.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

อัตราการว่างงานปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 0.88 จากร้อยละ 1.01 ในไตรมาสแรกของปี 2567 ทำให้มีผู้ว่างงานประมาณ 3.6 แสนคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่จบการศึกษาระดับมัธยมปลายหรือต่ำกว่า และผู้ว่างงานระยะยาวลดลงร้อยละ 14.3 หรือมีจำนวน 6.8 หมื่นคน อย่างไรก็ตาม ผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนกว่าร้อยละ 74.3 ยังคงว่างงานเพราะหางานไม่ได้ และผู้เสมือนว่างงานมีจำนวนกว่า 4.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 14.6 สภาพัฒน์ชี้ว่าประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังและให้ความสำคัญคือ การประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ SMEs เนื่องจากรายงานของธนาคารโลกระบุว่าธุรกิจไทยมีการใช้นวัตกรรมน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและการปิดกิจการ นอกจากนี้ยังต้องมีการ สร้างหลักประกันกรณีถูกเลิกจ้างให้แก่แรงงาน โดยศึกษาและกำหนดมาตรการที่ชัดเจน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับการชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และประเด็นสุดท้ายคือ เด็กจบใหม่อาจเสี่ยงตกงาน เนื่องจากผลสำรวจพบว่าผู้บริหารกว่าร้อยละ 89 มีแนวโน้มที่จะเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ เพราะมองว่าขาดประสบการณ์ ทักษะ และมารยาททางธุรกิจ ส่งผลให้เด็กจบใหม่ต้องเตรียมความพร้อมด้านทักษะและทัศนคติ ขณะที่ภาคการศึกษาต้องเร่งปรับรูปแบบการเรียนการสอน

หนี้สินครัวเรือน ในไตรมาส 4 ปี 2567 มีมูลค่า 16.42 ล้านล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 0.2 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า สาเหตุมาจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะจากธนาคารพาณิชย์ ส่งผลให้สัดส่วน หนี้สินครัวเรือนต่อ GDP ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 88.4 จากร้อยละ 88.9 ในไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม คุณภาพสินเชื่อของครัวเรือนกลับลดลง โดยมูลค่า สินเชื่อส่วนบุคคลที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป ในฐานข้อมูลเครดิตบูโรมีจำนวน 1.22 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8.94 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 8.78 ของไตรมาสที่ผ่านมา ในขณะที่สินเชื่อค้างชำระระหว่าง 30 – 90 วัน (SMLs) มีมูลค่า 5.68 แสนล้านบาท ลดลงร้อยละ 6.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ประเด็นสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญคือ พฤติกรรมการบริโภคแบบติดหรูของคนไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การก่อหนี้เกินตัว จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า 1 ใน 3 ของคนไทยนิยมใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้า Luxury และบริการระดับพรีเมียม ทำให้มีแนวโน้มเข้าสู่วงจรหนี้ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีการผลักดันให้ สหกรณ์เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครดิตบูโร เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยให้ประชาชนหลุดพ้นจากปัญหาหนี้สินและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อที่เป็นธรรม

Advertisement

ด้าน สุขภาพ ไตรมาสแรกปี 2568 การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังเพิ่มขึ้นร้อยละ 64.1 ซึ่งเป็นผลมาจากการระบาดต่อเนื่องของ โรคไข้หวัดใหญ่ และ โรคปอดอักเสบ จากไตรมาส 4 ปี 2567 นอกจากนี้ยังพบปัญหา สุขภาพจิต เพิ่มขึ้น ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญคือการแพร่ระบาดของ โรคโควิด-19 (COVID-19) ที่มีผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น รวมถึง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะโรคซิฟิลิสและโรคเอชไอวี (HIV) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การแพร่ระบาดของ โรคไข้ดำแดงในเด็ก และความเสี่ยงของการติดเชื้อ แอนแทรกซ์ จากการสัมผัสหรือทานเนื้อวัวดิบ

สำหรับ การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ในไตรมาสแรกปี 2568 พบว่าค่าใช้จ่ายในการบริโภคเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0 โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.0 ในขณะที่การบริโภคบุหรี่ลดลงร้อยละ 0.8 ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนผู้บริโภคบุหรี่ที่ลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554 อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามคือ 5 จังหวัดที่มีผู้ดื่มหนักและถี่เสี่ยงต่อการเป็นโรค ได้แก่ บุรีรัมย์ ราชบุรี ตาก อ่างทอง และอุตรดิตถ์ นอกจากนี้ แม้จำนวนผู้สูบบุหรี่โดยรวมจะลดลง แต่พบว่า กลุ่มผู้สูบบุหรี่เป็นประจำมีจำนวนเพิ่มขึ้น และ นักสูบหน้าใหม่มีอายุน้อยลง

ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ในไตรมาสแรกปี 2568 ลดลง โดยคดีอาญารวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 เนื่องจากคดียาเสพติดเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 และคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.1 ในขณะที่คดีชีวิต ร่างกาย และเพศลดลงร้อยละ 6.8 การรับแจ้งอุบัติเหตุทางถนน ผู้ประสบภัยสะสมรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของผู้บาดเจ็บและผู้ทุพพลภาพ ส่วนผู้เสียชีวิตลดลงร้อยละ 11.9 ประเด็นสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญคือ การเสียชีวิตจากการจมน้ำในเด็ก โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2558-2567) มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิตจากการจมน้ำถึง 6,055 ราย ซึ่งกว่าร้อยละ 33.8 เกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม (เฉลี่ย 2.3 รายต่อวัน) นอกจากนี้ คนไทยยังคงเสี่ยงตกเป็นเหยื่อถูกหลอกลวงทางออนไลน์สูง จากรายงาน Whoscall ปี 2567 พบสายโทรศัพท์และข้อความ SMS หลอกลวงจำนวน 168 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 112 จากปี 2566 ซึ่งสูงสุดในรอบ 5 ปี โดยเฉพาะข้อความ SMS ที่แนบลิงก์ฟิชชิงที่มักแอบอ้างหน่วยงานรัฐ และสุดท้ายคือ การเตรียมพร้อมของระบบการแจ้งเตือนภัยพิบัติ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ Cell Broadcast (CBS) ซึ่งยังคงมีข้อจำกัดด้านระบบปฏิบัติการโทรศัพท์ที่ไม่สามารถเข้ากับสัญญาณ CBS ได้

การร้องเรียนของผู้บริโภค เพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกปี 2568 ร้อยละ 36.2 โดยเฉพาะการร้องเรียนสินค้าและบริการผ่าน สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.2 ขณะที่การร้องเรียนปัญหาด้านโทรคมนาคมผ่าน สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ลดลงร้อยละ 4.8 แต่ปัญหาด้านคุณภาพสัญญาณยังคงน่าเป็นห่วง ประเด็นที่ต้องติดตามและเฝ้าระวังคือ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสร้างรูปภาพเพื่อการโฆษณาสินค้าและบริการ ซึ่งอาจเข้าข่ายโฆษณาเท็จ ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และสร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค เนื่องจากกว่าร้อยละ 67 ของผู้บริโภคยังแยกแยะภาพ AI ได้ยาก นอกจากนี้ยังพบปัญหา เพจที่พักปลอมระบาด บนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะช่วงเทศกาล และ ค่าบริการโรงพยาบาลเอกชนที่แพงเกินความเหมาะสมและไม่เป็นธรรม โดยในปี 2568 พบราคายาและเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาลเอกชนสูงเกินจริง เช่น ค่าน้ำเกลือขนาด 1,000 มิลลิลิตร ขายในราคา 919 บาท สูงกว่าราคาตลาดถึง 20.4 เท่า (สภาองค์กรของผู้บริโภค, 2568)

Advertisement

นอกจากนี้ สภาพัฒน์ยังได้นำเสนอสถานการณ์ทางสังคมที่น่าสนใจ 3 เรื่อง ได้แก่ ช่องว่าง Soft Skills ในตลาดแรงงานไทย, OTT : บริการสื่อสมัยใหม่ควรต้องกำกับดูแลอย่างไร? และ เมื่อการเฝ้าระวังและรับมือกับชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Alien Species) รวมถึงบทความพิเศษเรื่อง “กรณีศึกษาการรับมือแผ่นดินไหวในต่างประเทศ”

สำหรับประเด็น ช่องว่าง Soft Skills ในตลาดแรงงานไทย จากผลสำรวจของสภาพัฒน์ร่วมกับบริษัท ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ จำกัด (SAB) พบว่าทั้งกลุ่มแรงงานและนักศึกษาให้ความสำคัญกับ Soft Skills เป็นอย่างมาก โดยเชื่อว่า Soft Skills จะช่วยเพิ่มโอกาสในการหางานและมีความสำคัญพอ ๆ กับ Hard Skills ผู้ประกอบการกว่าร้อยละ 65 ให้ความสำคัญกับ Soft Skills และใช้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขการคัดเลือกบุคลากร โดยเฉพาะในองค์กรขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม มีข้อค้นพบสำคัญที่ไทยต้องเร่งยกระดับ Soft Skills ของแรงงาน ได้แก่ ประเภท Soft Skills ที่แรงงานไทยให้ความสำคัญยังไม่สอดคล้องกับทิศทางของตลาดแรงงานโลก ซึ่งเน้นทักษะแห่งอนาคต เช่น การคิดวิเคราะห์ ความยืดหยุ่นคล่องตัว และความคิดสร้างสรรค์ ขณะที่แรงงานไทยยังให้ความสำคัญกับ Soft Skills ที่มีประโยชน์ต่อการทำงานในปัจจุบันเท่านั้น นอกจากนี้ นักศึกษาและแรงงานเกือบ 1 ใน 3 ยังเข้าใจทักษะ Soft Skills ไม่ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ สถานประกอบการกว่า 1 ใน 3 ไม่มีการจัดกิจกรรมพัฒนา Soft Skills และการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัยยังพัฒนา Soft Skills น้อย ความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและภาคเอกชนในการพัฒนาทักษะ Soft Skills ยังมีจำนวนน้อย และกลุ่มนักศึกษาและแรงงานส่วนใหญ่เรียนรู้ Soft Skills ด้วยตนเอง ซึ่งอาจทำให้ทักษะไม่ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ สภาพัฒน์เสนอว่าประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดแนวทางการพัฒนา Soft Skills อย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการวางกลไกสนับสนุนที่ครอบคลุมและยั่งยืน โดยเฉพาะบทบาทภาครัฐในการส่งเสริมการบูรณาการของภาคส่วนต่างๆ

ในส่วนของ OTT (Over the Top) หรือบริการคอนเทนต์ผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต พบว่ามีบทบาทสำคัญทดแทนการรับชมคอนเทนต์จากสื่อโทรทัศน์ และมีมูลค่าตลาดสูงถึง 821.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2567 และอาจเพิ่มเป็น 1,059.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2571 อย่างไรก็ตาม การที่ไทยยังขาดการควบคุมดูแลบริการ OTT ที่ชัดเจน ทำให้เกิดปัญหา เช่น ผู้บริโภคเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมได้ง่าย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน การละเมิดเนื้อหาลิขสิทธิ์ที่เพิ่มขึ้น และผู้ประกอบการ OTT สามารถอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเอาเปรียบผู้บริโภคได้ เช่น การนำรายการทีวีดิจิทัลไปเผยแพร่บนแพลตฟอร์มโดยมีการหารายได้เพิ่มเติมจากการแทรกโฆษณา สภาพัฒน์เสนอแนะแนวทางที่ไทยอาจนำมาปรับใช้จากการดำเนินการของต่างประเทศ ได้แก่ การเร่งรัดให้มีแนวทางกำกับดูแลบริการ OTT ให้ชัดเจน การกำหนดเงื่อนไขการกำกับดูแลด้านเนื้อหาและการให้บริการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ และการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

ประเด็น การเฝ้าระวังและรับมือกับชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Alien Species) สภาพัฒน์ระบุว่าการเข้ามาของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นเป็นความเสี่ยงต่อความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก โดยทั่วโลกประสบปัญหาการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นมากกว่า 37,000 ชนิดพันธุ์ ซึ่ง 3,500 ชนิดจัดอยู่ในกลุ่มรุกราน ส่งผลให้พืชและสัตว์ท้องถิ่นร้อยละ 60 ทั่วโลกสูญพันธุ์ สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจาก สผ. ระบุว่าในปี 2561 ไทยมีชนิดพันธุ์ต่างถิ่นทั้งพืชและสัตว์ที่ขึ้นทะเบียนว่ารุกรานแล้วและมีแนวโน้มรุกรานรวมกัน 196 ชนิด ซึ่งในจำนวนนี้ 23 ชนิดถูกจัดลำดับให้มีความสำคัญสูง ตัวอย่างเช่น ปลาหมอคางดำ ที่สร้างความเสียหายต่อเกษตรกรเลี้ยงสัตว์น้ำหรือชาวประมงในตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม สูงถึง 131.96 ล้านบาทต่อปี สาเหตุของการแพร่ระบาดมาจากการนำเข้าโดยเจตนาและไม่เจตนา ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการขาดการกำกับดูแลที่เหมาะสม นอกจากนี้ ไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการป้องกัน ควบคุม หรือกำจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ซึ่งมีช่องว่างในการบังคับใช้ เช่น การขาดการประเมินความเสี่ยงก่อนอนุญาตให้นำเข้า สภาพัฒน์เสนอว่าการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่นจำเป็นต้องอาศัยวิธีการที่หลากหลาย โดยไทยควรเร่งปรับปรุงบทกฎหมายให้เฉพาะเจาะจงหรือครอบคลุมมากยิ่งขึ้น พัฒนาระบบติดตาม จัดทำฐานข้อมูล รวมถึงสนับสนุนทุนด้านการวิจัยเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ

Advertisement

และสำหรับบทความพิเศษเรื่อง “กรณีศึกษาการรับมือแผ่นดินไหวในต่างประเทศ” สภาพัฒน์ชี้ว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวในระดับปานกลาง โดยมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหว 6-8 ครั้งต่อปี แม้แผ่นดินไหวที่ส่งผลกระทบต่อไทยส่วนใหญ่จะมีจุดศูนย์กลางนอกประเทศ แต่แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ส่งผลให้อาคารสาธารณะและอาคารของหน่วยงานรัฐได้รับความเสียหายอย่างหนัก 48 อาคาร และเสียหายปานกลาง 304 อาคาร รวมถึงมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่ง SCB EIC ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจไว้ถึง 3 หมื่นล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าไทยยังมีข้อจำกัดในการรับมือ สภาพัฒน์เสนอว่าประเทศไทยสามารถนำแนวทางจากต่างประเทศมาปรับใช้เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับแผ่นดินไหวได้ เช่น การปรับปรุงอาคารให้สามารถต้านทานต่อการเกิดแผ่นดินไหว การพัฒนาระบบเตือนภัยพิบัติล่วงหน้าที่สามารถช่วยให้ประชาชนเตรียมรับมือได้อย่างถูกต้อง การวางแนวทางในการช่วยเหลือและฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติ และการสร้างองค์ความรู้ในการรับมือกับสถานการณ์แผ่นดินไหวแก่ประชาชน

Continue Reading
Advertisement