บทความ
สวมหรือไม่สวม? “หน้ากากอนามัย” สะท้อนจุดต่างตะวันออก-ตะวันตก
สำนักข่าวซินหัว สื่อทางการของจีน เผยแพร่บทความ ระบุถึง อุปกรณ์ป้องกันเชื้อโรคอย่าง “หน้ากากอนามัย” กลายเป็นสิ่งของคุ้นตาของคนทั่วเอเชียตะวันออก แต่กลับถูกมองว่าแปลกประหลาดในสายตาชาวตะวันตก ซึ่งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า “วัฒนธรรม” คือปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการสวมหน้ากากอนามัยของผู้คน
ตะวันออกส่งเสริม ตะวันตกดูแคลน?
สวมหรือไม่สวม? คำถามนี้ดูจะขึ้นอยู่กับถิ่นฐานที่คุณอยู่อาศัย เนื่องจากหน้ากากอนามัยถือเป็นสิ่งธรรมดาสามัญในหลายพื้นที่ของเอเชีย ที่ประชาชนสวมใส่เพื่อป้องกันตนเองจากมลพิษทางอากาศ แบคทีเรียและไวรัส หรือปิดบังใบหน้าไร้การแต่งเติม
ดินแดนอาทิตย์อุทัยอย่าง “ญี่ปุ่น” มีธรรมเนียมปฏิบัติที่ยึดถือกันในสังคมว่าผู้หญิงที่ออกมาข้างนอกบ้านโดยไม่แต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางถือเป็นพฤติกรรมที่เสียมารยาท หน้ากากอนามัยจึงเป็นตัวช่วยด่วนยามไม่ได้แต่งหน้าให้สวยสด
แต่หลายประเทศซีกโลกตะวันตกกลับมองว่าการสวมหน้ากากอนามัยจะดึงดูดความสนใจอันไม่พึงประสงค์ อาจถูกตีตราว่าร้าย หรือลุกลามถึงขั้นทำร้ายร่างกายด้วยอคติแห่งการแบ่งแยกชนชั้นหรือเชื้อชาติ ซึ่งปรากฏให้เห็นเป็นข่าวใหญ่เมื่อไม่นานนี้
นักศึกษาชาวจีนคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ในสหราชอาณาจักรถูกทารุณทางวาจาและร่างกายเพราะสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ หรือหญิงชาวเอเชียที่สวมหน้ากากอนามัยถูกทำร้ายและด่าว่า “ขี้โรค” ในสถานีรถไฟใต้ดินนิวยอร์กของสหรัฐฯ
เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนความแตกต่างของมุมมองที่มีต่อการสวมหน้ากากอนามัยของ “ตะวันตก vs ตะวันออก”
ผลสำรวจบนทวิตเตอร์ของสำนักข่าวซินหัวเมื่อวันที่ 18 มี.ค. พบว่าร้อยละ 21.5 ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด 1,019 คน มองว่าคนที่สวมหน้ากากอนามัยก่อนเกิดโรคระบาดโควิด-19 เป็นพาหะนำโรค ส่วนร้อยละ 65.8 เชื่อว่าสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันมลพิษ
ขณะเดียวกันชาวเน็ตจำนวนมากแสดงความคิดเห็นว่า “วัฒนธรรม” มีความสำคัญต่อการตัดสินใจสวมหน้ากากอนามัย เนื่องจากหากไม่ได้รับการยอมรับทางวัฒนธรรม ชาวเอเชียจำนวนไม่น้อยย่อมเลิกสวมหน้ากากอนามัย เพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันทางสังคม

โควิด-19 : ความรับผิดชอบร่วมกัน
สถิติล่าสุดจากศูนย์วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเชิงระบบ (CSSE) แห่งมหาวิทยาลัยจอนห์นส ฮอปกินส์ ระบุว่าจำนวนผู้ป่วยโรคโควิด-19 พุ่งเกิน 2 แสนราย กระจายอยู่ใน 158 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก กลายเป็นความท้าทายที่ยกระดับอย่างต่อเนื่อง
สำนักข่าวซินหัวได้ทำการสำรวจความคิดเห็นบนเฟซบุ๊กว่าโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจสวมหน้ากากอนามัยอย่างไรบ้าง และพบว่าคนส่วนใหญ่คิดว่าการสวมหน้ากากอนามัยมิใช่เรื่องวัฒนธรรมอย่างเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน
- “การสวมหน้ากากอนามัย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม แต่เป็นเรื่องของการปกป้องตัวคุณ คนที่คุณรัก และคนอื่นๆ เวลาที่คุณป่วย” ชาวเน็ตคนหนึ่งแสดงความเห็น
ทว่าผู้คนซีกโลกตะวันตกที่เริ่มตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการสวมหน้ากากอนามัยแล้วกลับต้องเผชิญภาวะขาดแคลนหน้ากากอนามัย รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ ที่จำเป็นต่อการป้องกันโรคระบาด
- “ผมอยู่ใกล้กับแคว้นลอมบาร์เดีย (ในอิตาลี) หาซื้อหน้ากากอนามัยมานานเกินเดือนแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ ปัญหาคือทางการจัดการได้ไม่ดีเลย” ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อริค พริม แสดงความเห็น
- “สวม (หน้ากากอนามัย) ตอนนี้ดีกว่ามานั่งเสียใจตอนหลัง” ความเห็นจากซีริล โมราส ผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกคน

ทั้งนี้ คณะผู้เชี่ยวชาญด้านสุขอนามัยบ่งชี้ประสิทธิผลของหน้ากากอนามัยในการป้องกันไวรัสโคโรนา ซึ่งมักแพร่กระจายผ่านฝอยละอองน้ำมูกน้ำลายที่ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ไอจามหรือหายใจออกมา
ขณะที่บางส่วนโต้แย้งว่าการ “ล้างมือ” มีความสำคัญมากกว่าการสวมหน้ากากอนามัย โดยเจอโรม อดัมส์ (Jerome Adams) ศัลยแพทย์ใหญ่ของสหรัฐฯ ร้องขอชาวอเมริกันหยุดซื้อหน้ากากอนามัย เพื่อเก็บสำรองไว้ให้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ใช้งาน
“(หน้ากากอนามัย) ไม่ได้มีประสิทธิภาพปกป้องประชาชนทั่วไปจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา แต่สำคัญกับบุคลากรการแพทย์ที่ทำหน้าที่ดูแลคนป่วย หากพวกเขาไม่ได้สวมหน้ากากอนามัย จะพากันเสี่ยงทั้งหมด” อดัมส์เผยผ่านทวิตเตอร์
ด้านจีนที่จำนวนผู้ป่วยโรคโควิด-19 ลดลงอย่างมากและบรรดาบริษัทผู้ประกอบการทยอยกลับมาดำเนินงาน การสวมหน้ากากอนามัยเป็นข้อบังคับยามอยู่ในพื้นที่สาธารณะมานานแล้ว ต่างจากชาติตะวันตกที่เพิ่งแนะนำประชาชนและส่วนมากยังคงเมินเฉย
