บทความ
Infoquest “เจาะลึก” แกะรอยภูมิทัศน์สื่อไทยแบบ สถิติโลกโซเชียลและผลกระทบหลังคืนทีวีดิจิทัล
อินโฟเควสท์ ผู้ให้บริการด้านมีเดียอินเทลลิเจนซ์เปิดตัว ข้อมูลเจาะลึกภูมิทัศน์สื่อไทยปี 2563 ซึ่งเพิ่มเติมเนื้อหาที่ลงลึกเกี่ยวกับสื่อประเภทต่าง ๆ ได้แก่ สถิติการใช้งานโซเชียลมีเดีย และ Over-the-Top TV ผลกระทบจากการคืนช่องของทีวีดิจิทัลและการเตรียมความพร้อมเพื่อสำรวจความนิยมช่องรายการโทรทัศน์หรือวิธีวัดเรตติ้งแบบใหม่ ข้อมูลอินฟลูเอนเซอร์ที่ติดอันดับยอดนิยมในแต่ละหมวดคอนเทนต์ กลยุทธ์และความเคลื่อนไหวในการบริหารสื่อเว็บไซต์ของบริษัทสื่อชั้นนำในไทย เรื่องราวของสำนักข่าวออนไลน์ที่เกิดจากการรวมตัวของสื่อมวลชนที่ผันตัวจากสื่อหนังสือพิมพ์สู่โลกออนไลน์
นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสื่อวิทยุ ทั้งในแง่ของการทำพอดคาสต์เพื่อนำเสนอคอนเทนต์เจาะกลุ่มผู้ฟังของสถานี รวมถึงการสรุปรายชื่อของนิตยสารในหมวดต่าง ๆ ที่ปิดตัวหรือหันไปทำสื่อออนไลน์ ตลอดจนวิธีการปรับรูปแบบการนำเสนอคอนเทนต์เพื่อแข่งขันกับสื่อออนไลน์ อันดับของหนังสือพิมพ์ที่มียอดการตีพิมพ์สูงสุด มูลค่าสื่อโฆษณา และการปรับตัวของธุรกิจหนังสือพิมพ์ และยังเสริมด้วยบทสัมภาษณ์ผู้บริหารแพลตฟอร์มอินฟลูเอนเซอร์ มาร์เก็ตติ้ง

ไม่ไหวอย่าฝืน! ทีวีดิจิทัล 7 ช่องตัดสินใจคืนใบอนุญาตให้กับกสทช.
หลังจากที่มีปัญหายืดเยื้อมาอย่างยาวนานในเรื่องมาตรการเยียวยา-ช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่ประสบปัญหาขาดทุนสะสมมาอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ได้ออกราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 4/2562 โดยระบุให้ผู้ได้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัลสามารถขอคืนใบอนุญาตดังกล่าวได้ โดยให้แจ้งเป็นหนังสือไปยังกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ภายใน 30 วันนับแต่คำสั่งมีผลบังคับใช้ และให้กสทช. พิจารณากำหนดค่าชดเชยให้ผู้ขอคืนใบอนุญาต รวมถึงสั่งยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 2 งวดสุดท้าย โดยหากรายได้ชำระเงินแล้วสามารถติดต่อขอเงินคืนได้ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการเช่าใช้โครงข่ายโทรทัศน์ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล (MUX) จะให้กสทช.ช่วยออกเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ เมื่อครบกำหนดที่เปิดให้ยื่นขอคืนใบอนุญาตได้นั้น พบว่า มีผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลทั้งสิ้น 7 ช่องที่ตกลงขอคืนใบอนุญาต
การที่ทั้ง 7 ช่องขอคืนใบอนุญาตให้บริการทีวิดิจิทัลกับกสทช.นั้น สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นการบริหารจัดการธุรกิจทีวีดิจิทัลและนโยบายที่ไม่ได้เป็นไปตามที่ได้คาดการณ์ไว้ของกสทช. เริ่มตั้งแต่การเปิดประมูลช่อง ซึ่งคุณสุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะทำงานคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และอดีต กสทช. เปิดเผยว่า ในทีแรกตั้งใจจะเปิดประมูลช่องน้อยกว่า 24 ช่อง และตั้งใจจะให้ผู้ประกอบการแต่ละรายประมูลได้แค่รายละช่องเท่านั้น แต่เป็นทางของกลุ่มผู้ประกอบการเองที่ต้องการจะประมูลมากกว่า 1 ช่อง ซึ่งก็เป็นความผิดพลาดในการประเมินแนวโน้มธุรกิจของเอกชนด้วย
เม็ดเงินโฆษณา
เมื่อพิจารณาจากตัวเลขเม็ดเงินโฆษณา ทีวีดิจิทัลย้อนหลังไป 6 ปี (2557 – 2562) ที่รวบรวมโดยนีลเส็นนั้น พบว่า งบโฆษณาในธุรกิจทีวีดิจิทัลมีแนวโน้มลดลง โดยรายได้ที่แสดงด้านล่างนี้เป็นรายได้ก่อนหักส่วนลดและโปรโมชันของแต่ละช่อง ซึ่งอาจมีความแตกต่างจากรายได้จริงที่แต่ละช่องรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์และกระทรวงพาณิชย์


เมื่อพิจารณาจากงบโฆษณาตามกลุ่มช่องทีวีดิจิทัลในปี 2562 และ 2561 แล้ว จะเห็นได้ว่า กลุ่มช่อง HD หรือ ประเภทช่องทั่วไปความคมชัดสูงซึ่งได้แก่ ช่อง 3HD, 7HD, MCOTHD, Amarin34HD, PPTVHD, ONE31, ไทยรัฐทีวี32 เป็นกลุ่มช่องที่ได้รับงบโฆษณาเป็นอันดับ 1 ทั้ง 2 ปี เนื่องจากนำเสนอรายการข่าวและวาไรตี้
ผลกระทบจากการคืนช่อง กระทบพนักงานในอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลอย่างหนัก
หนึ่งในผลพวงที่เกิดขึ้นหลังจากการยื่นขอคืนใบอนุญาตให้บริการทีวีดิจิทัล คือ การปลดพนักงานครั้งใหญ่ของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลช่องต่าง ๆ โดยอนุกรรมการเยียวยาของ กสทช. มีมติว่าช่องทีวีดิจิทัลที่คืนใบอนุญาตต้องเยียวยาพนักงานมากกว่าที่กฎหมายกำหนด
โดยทั้ง 7 ช่องทีวีดิจิทัลต่างก็มีวิธีการเยียวยาพนักงานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การเปิดเกษียณก่อนเวลา ลาออกโดยสมัครใจ และการเพิ่มเงินชดเชยให้อีก 1 เดือนตามมติของกสทช.
ทั้งนี้ กสทช.ได้ประเมินไว้ว่า ทีวีดิจิทัลแต่ละช่องจะมีพนักงานประมาณช่องละ 200 คน ซึ่งจะทำให้มีพนักงานที่ถูกเลิกจ้างราว ๆ 2,000 คน ซึ่งเมื่อรวมกับพนักงานส่วนเอาต์ซอร์สแล้วและคิดรวมพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้างของช่อง LOCA และ THV ของ “นางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยทีวีพูล จำกัด และ บริษัท ไทยทีวี จำกัด หรือที่รู้จักกันในชื่อ เจ๊ติ๋ม ทีวีพูล จำนวน 2 ช่อง ที่ยุติการดำเนินการไปก่อนหน้ํานี้ พบว่า มีพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างโดยตรง 3,472 คน
จากการที่กสทช.ได้จ่ายเงินชดเชยให้กับทีวีดิจิทัลทั้ง 7 ช่องที่ขอคืนใบอนุญาตรวมทั้งสิ้น 2.933 พันล้านบาท โดยในจำนวนนี้ผู้ประกอบการจะนำไปจ่ายเป็นเงินเยียวยาเลิกจ้างพนักงานรวม 1.4 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม การเยียวยาดังกล่าวนั้นครอบคลุมถึงแค่พนักงานประจำของแต่ละช่องเท่านั้น พนักงานเอาต์ซอร์สนั้นจะไม่ได้รับการเยียวยาใด ๆ ซึ่งกสทช.จะหาวิธีการแก้ไขต่อไป
ขณะเดียวกัน ช่องที่ยังคงประกอบกิจการทีวีดิจิทัลตามเดิม ก็ได้มีการปรับโครงสร้างบริษัทและพยายามลดต้นทุนลง โดยในบางช่องนั้นแม้จะไม่ได้ปิดตัว แต่ก็ได้มีการปรับลดพนักงานลง เช่น ช่องจีเอ็มเอ็ม 25 ซึ่งได้ปรับลดพนักงานฝ่ายข่าวเนื่องจากเตรียมปรับผังรายการลดข่าวเพิ่มสาระความรู้อื่น ๆ แทน รวมถึงทางบริษัทเวิร์คพอยท์ที่ประกาศไม่รับพนักงานใหม่เพิ่มเติมเว้นแต่จะมีพนักงานเก่าลาออก
“ข่าวปลอม” ปัญหาป่วนโลกออนไลน์ กับความพยายามหาทางออกของภาครัฐ
ท่ามกลางความเฟื่องฟูของสื่อและสำนักข่าวออนไลน์ สิ่งหนึ่งที่แพร่หลายไม่แพ้กัน ก็คือ ข่าวปลอม หรือ Fake News ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธว่าข่าวปลอมเป็นปัญหาใหญ่ แต่หากมองอีกมุมหนึ่งก็อาจกล่าวได้ว่า ข่าวปลอมเป็นประโยชน์สำหรับสื่อมืออาชีพที่จะได้แสดงบทบาทหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างกับสื่อที่ไม่ใช่มืออาชีพ
อย่างไรก็ดี นอกจากวงการสื่อที่ต้องช่วยกันตรวจสอบแล้ว ทุกภาคส่วนต่างตระหนักถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง ซึ่งรวมถึงภาครัฐ โดยเฉพาะในปี 2562 ที่มีการเปิด “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม” โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เพื่อทำหน้าที่หลักในการติดตาม ตรวจสอบข้อมูลที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์และระบบอินเทอร์เน็ต
สำหรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาข่าวปลอมนั้น นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ เปิดเผยในโอกาสเปิดศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ว่า เป็นข่าวที่มีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ข่าวที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินต่อประชาชนโดยตรง ข่าวที่สร้างความแตกแยกในสังคม ข่าวที่สร้างความเข้าใจผิดต่อสังคม ตลอดจนข่าวที่ทำลายภาพลักษณ์ต่อประเทศ โดยแบ่งออกเป็น 4 หมวด ได้แก่ หมวดสุขภาพ หมวดนโยบายรัฐ หมวดเศรษฐกิจ และหมวดภัยพิบัติ
ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมมีการทำงานในลักษณะออนไลน์และออฟไลน์ตามมาตรฐานสากลของ International Fact Checking Network (IFCN) โดยทางศูนย์ฯ จะทำหน้าที่รับแจ้งข้อมูลที่ต้องการตรวจสอบ และส่งต่อเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วแจ้งผลการตรวจสอบกลับมาที่ศูนย์ฯ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนต่อไปในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เช่น Infographic โดยนอกจากกลไกการติดตาม ตรวจสอบโดยคณะกรรมการประสานงานและแก้ไขข่าวปลอม ซึ่งประกอบไปด้วยคณะผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ และสื่อมวลชนแล้ว ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมยังนำเทคโนโลยีอย่างเช่น AI และระบบ Social Listening เข้ามาช่วยในการตรวจสอบข่าวปลอมเพื่อความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ทางศูนย์ฯ จะส่งเรื่องให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่ข่าวปลอมด้วย
และดูเหมือนว่า หลังจากเปิดดำเนินการมาได้เพียงไม่กี่เดือน ก็มีภารกิจใหญ่ให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลฯ ได้พิสูจน์ฝีมือทันที จากกรณีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ซึ่งส่งผลให้มีข่าวลือแพร่สะพัดเป็นจำนวนมากและรวดเร็วไม่แพ้ไวรัสเลยทีเดียว โดยมีการแชร์โพสต์ ทั้งข้อความ รูปภาพ คลิปวิดีโอ โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ จนสร้างความตระหนกและหวาดกลัวให้กับคนในสังคม ถึงขั้นส่งผลต่อการใช้ชีวิตปกติ
จากการมอนิเตอร์และรับแจ้งเรื่องเกี่ยวกับประเด็นไวรัสโคโรนาที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมรวบรวมได้ระหว่างวันที่ 25-29 ม.ค. 2563 พบว่าในจำนวนข้อความที่แจ้งเข้ามาทั้งสิ้น 7,587 ข้อความ มีจำนวนที่ต้องตรวจสอบยืนยัน (Verify) 160 ข้อความ และในจำนวนนี้พบว่ามีข่าวที่เกี่ยวข้องโดยตรง 26 เรื่อง แบ่งเป็นข่าวปลอม 22 เรื่อง ข่าวจริง 4 เรื่อง ซึ่งนอกจากแก้ไขความเข้าใจผิดของประชาชนจากข่าวปลอมเหล่านี้แล้ว ดีอีเอส ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และ บก.ปอท. ยังได้จับกุมตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีด้วย
