ธุรกิจ
โอม Cocktail เปิดมุมมองธุรกิจจากศิลปินสู่ผู้บริหาร GENE LAB ชี้ “ค่ายเพลง” ไม่จำเป็นแต่สำคัญ พร้อมเผยเคล็ดลับสร้างทีมด้วยหลัก “คนขี้เกียจ”
จากเวทีคอนเสิร์ต สู่เวทีธุรกิจ! “โอม Cocktail” ศิลปินชื่อดังที่เปลี่ยนเสียงเพลงให้กลายเป็นพลังทางธุรกิจ แชร์เส้นทางชีวิตและประสบการณ์จากศิลปินสู่ผู้บริหาร GENE LAB เผยเคล็ดลับสร้างทีมและปั้นธุรกิจให้เติบโตในโลก e-commerce พร้อมไขความลับเส้นทางธุรกิจต้องมี “จังหวะ” อย่างไร และคิดแบบศิลปินอย่างไรให้ธุรกิจมี “เสน่ห์”
ในงาน Thailand E-Commerce Expo 2025 ที่จัดโดยกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระหว่างวันที่ 15–16 สิงหาคม 2568 พร้อมด้วย Media Partner อย่าง สำนักข่าวบริคอินโฟ และภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยในยุคดิจิทัลให้แข่งขันในตลาดออนไลน์อย่างยั่งยืน โดยปีนี้เน้นการเชื่อมโยงความรู้ด้านการค้าออนไลน์ เทคโนโลยี และเครื่องมือดิจิทัล
หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือเวที Guru Talk ที่รวมอินฟลูเอนเซอร์และ Content Creator ชั้นนำกว่า 50 ราย มาถ่ายทอดเคล็ดลับการสร้างแบรนด์ การทำไวรัลคอนเทนต์ การใช้ AI เสริมยอดขาย และ Affiliate Marketing โดย โอม ปัณฑพล ประสารราชกิจ หรือ “โอม Cocktail” ศิลปินมากความสามารถผู้ผันตัวเป็นผู้บริหารค่ายเพลง GENE LAB ได้มาแบ่งปันในหัวข้อ “จากเวทีคอนเสิร์ต สู่…เวทีธุรกิจ” เส้นทางศิลปินผู้เป็นนักคิด
จากนักกฎหมาย สู่นักร้อง และผู้บริหารค่ายเพลง
“โอม Cocktail” เล่าเส้นทางอาชีพที่เริ่มจากการเป็นอาจารย์สอนกฎหมายในมหาวิทยาลัย ก่อนก้าวเข้าวงการเพลงในฐานะนักร้อง หลังร้องเพลงประมาณ 4-6 ปี ได้รับการทาบทามให้เข้าร่วมบริหารแผนกหนึ่งในแกรมมี่ โดยมีเป้าหมายแตกย่อยค่ายเพลงใหม่
ตอนนั้นเขาเล็งเห็นว่าแกรมมี่ยังขาดบุคลากรเชี่ยวชาญการบ่มเพาะหรือสร้างศิลปินที่ไม่มีฐานมาก่อน เพราะเน้นไปที่การเซ็นสัญญากับศิลปินชื่อดังจากค่ายอื่นหรือศิลปินหมดสัญญา เขาจึงตัดสินใจขอแยกตัวออกมาตั้งบริษัทของตัวเอง “ครึ่งเก้า” เพื่อรับจ้างบริหาร GENE LAB ให้แกรมมี่อีกทอดหนึ่ง เพื่อให้มีอิสระในการเลือกบุคลากรและทดลองในแบบที่บริษัทใหญ่ไม่ได้ทำ

ปัจจุบันบริษัทของเขาพัฒนาเป็นกึ่งเอเจนซี ที่ดูแลบริหารจัดการและนำความเข้าใจในศิลปะเชิงพาณิชย์มาประยุกต์ใช้ เพื่อเชื่อมโยงทั้งศิลปินและธุรกิจเข้าด้วยกัน
“ศิลปินดังได้ ไม่ใช่แค่เพราะตัวเองเก่งอย่างเดียว แต่เป็นเพราะโลกหมุนมาเจอเรา ณ ขณะนั้นด้วย ผมมองบทบาทตัวเองเป็นผู้ประสานประโยชน์ เนื่องจากเราเข้าใจทั้ง 2 ฝั่ง เราต้องประสานประโยชน์ทั้ง 2 ฝั่งเข้าด้วยกัน ธุรกิจสร้างขึ้นมาเพื่อสอดคล้องกับอุปสงค์และอุปทาน และเมื่อผู้บริโภคเปลี่ยน ธุรกิจก็ต้องปรับตัวตามเพื่อความอยู่รอด”
“หลักของการขายคือความเชื่อ ในโลกของศิลปินการทำงานจะซับซ้อนกว่าการขายสินค้า เพราะผลิตภัณฑ์ก็คือมนุษย์ หรือ ศิลปิน และลูกค้าก็คือมนุษย์ หรือ ผู้บริโภค ดังนั้นความเชื่อจึงต้องถูกบริหารทั้งสองฝั่ง ศิลปินต้องเชื่อมั่นในค่าย และผู้บริโภคก็ต้องเชื่อมั่นในตัวศิลปิน ที่สำคัญความเชื่อที่ดีต้องมีรากฐานมาจากความจริง เพราะหากอยู่บนพื้นฐานของการโกหก จะมีอายุสั้น แต่ในขณะเดียวกัน ถึงแม้จะเป็นความจริง แต่ถ้าไม่สามารถทำให้ใครเชื่อได้…มันก็ไม่มีค่า”
ค่ายเพลงยังจำเป็นหรือไม่?
ในยุคที่สื่อและเทคโนโลยีหลากหลายและเข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าจะ YouTube, Spotify, TikTok จนหลายคนตั้งคำถามว่า “ค่ายเพลง” ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับศิลปินอยู่หรือไม่ ในฐานะผู้บริหารค่าย “โอม” ยืนยันว่าค่ายเพลงไม่ได้จำเป็น เพราะคำว่าจำเป็นหมายถึงขาดไม่ได้ ซึ่งเขามองว่ามนุษย์แต่ละคนมีความโดดเด่นและความถนัดต่างกัน ค่ายเพลงจึงมีอยู่สำหรับคนที่ไม่ต้องการจัดการตัวเอง จัดการไม่ได้ หรือมีเวลาไม่พอที่จะจัดการเอง
“ผมยืนยันเสมอมาว่าผมไม่เคยคิดว่าค่ายเป็นสิ่งที่จำเป็น คำตอบของผมในฐานะผู้บริหารค่ายนะครับ เพราะคำว่า “จำเป็น” หมายความว่าขาดไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญในการประกอบการใดๆ หรือจะเข้าไปใช้บริการอะไร ผมว่าเราต้องรู้ตัวเองก่อน เข้าใจตัวเอง ว่าเราเป็นใคร แล้วเราอยากทำอะไร”
ปรัชญาการบริหาร แบบ “คนขี้เกียจ”
“การบริหารจัดการที่ดีจะทำให้งานสะดวก ผมเชื่อในเรื่องนี้มาก เพราะโดยนิสัยแล้วผมเป็นคนขี้เกียจและจะคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะทำยังไงให้ได้มากที่สุด โดยที่ออกแรงน้อยที่สุด เพราะฉะนั้นการกระจายอำนาจ กระจายโครงสร้าง วางแผนงาน การอธิบายชัด การเสาะหาคนที่เหมาะสมกับงาน เลือกศิลปินที่ทำงานเป็น และอธิบายกันให้เข้าใจเคลียร์ในทุกอย่างตั้งแต่แรก จะทำให้ทุกอย่างราบรื่น”

“การรู้จักจังหวะเวลา การดูปัจจัยรายรอบ การอ่านลูกค้า การดู Consumer จะช่วยทำให้เราเข้าใจตัวเองได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญคือการเอาตัวเองไปยืนให้ถูกที่ ทุกอย่างจะส่งให้เราเดินทางไปเองได้ง่าย ยิ่งกว่าการต้องออกแรง”
สร้างแบรนด์ด้วยโมเดลการทำงาน “3-1-2″ End Game First
หลังก้าวขึ้นมาทำหน้าที่ผู้บริหาร เขามีวิธีบริหารงานแบบใหม่ที่เริ่มนำมาใช้ในช่วง 1 ปีหลัง นั่นคือ “3-1-2” End Game First คิดจากปลายทางก่อน ซึ่งเขาเชื่อว่า Marketing ที่ดี คือ Marketing ที่เป็นไปตามความเป็นจริง การเลือกวิธีการที่สอดคล้องกับต้นและปลาย จะช่วยให้กำหนดทิศทางและวิธีเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ปกติแล้วทุกปีพอจะเข้าไตรมาส 3 เราจะเรียกศิลปินมาพรีเซนต์แผนปีหน้า เพื่อของบจากบอร์ดบริษัทมหาชน แต่การคิด branding ไม่ได้เกิดชั่วข้ามคืน มันต้องสร้างจากความมุ่งมั่นต่อเนื่องยาวนาน ผมเลยเปลี่ยนมาคุย endgame กับศิลปิน ตั้งคำถามถ้าเซ็นสัญญา 8-10 ปี อายุ 40-45 เห็นตัวเองยืนตรงไหน และลองเปลี่ยนจากระบบ 1-2-3 ที่ดูว่าปัจจุบันว่าเรายืนตรงไหน หาวิธีการ แล้วจึงกำหนดเป้าหมาย”
“ผมเปลี่ยนมาเป็น 3-1-2 ปลายทาง-ต้นทาง-วิธีการ คือกำหนดเป้าหมายก่อน ว่าเรา ‘จะไปไหน’ ไม่ต้องกลัวว่าจะฝันใหญ่ ไม่ต้องคิดมากเลย ไม่ต้องยึดติดกับความเป็นจริงมากเกินไป แต่ก็อย่าดูถูกตัวเอง แล้วค่อยมามาดูว่าปัจจุบันเราอยู่ที่ตรงไหนประเมินตัวเอง และเราจะไปถึงมันได้อย่างไร ด้วยการ ‘หาวิธีการ’ ที่เหมาะสม เอา 3 มาหักลบกับ 1 ผลลัพธ์ที่ได้คือ 2”
“วิธีนี้จะทำให้เราไม่ถูกจำกัดด้วยทรัพยากรปัจจุบัน และหาวิธีการที่สอดคล้องกับเป้าหมายที่แท้จริงได้ เป็นการเปลี่ยนจาก ‘ทำอะไรได้บ้าง’ เป็น อยากไปไหน แล้วจะทำยังไง เพราะการใช้แนวคิดหรือรูปแบบเดิมๆ ไม่ได้แปลว่าจะได้ผลเหมือนเดิมตลอด”
เขามองว่าหลักการนี้ไม่เพียงช่วยในการจัดโครงสร้างองค์กร แต่ยังช่วยจัดระเบียบความคิดและการทำงานจำนวนมากไพร้อมกัน เพราะไม่ว่าจะธุรกิจประเภทใด ก็ทำงานแบบเดียวกัน แค่ต้องตั้งเป้าหมายก่อน
การผสานบันเทิงกับธุรกิจ
“โอม Cocktail” สะท้อนมุมมองในการผสานบันเทิงกับธุรกิจว่าส่วนตัวแล้วเขาไม่เคยมองว่าสองสิ่งนี้มีความขัดแย้งกัน เพราะ “ธุรกิจบันเทิง” ก็คือ “ธุรกิจ” สิ่งสำคัญคือต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง “ศิลปะบริสุทธิ์” กับ “ศิลปะเชิงพาณิชย์” หากต้องการจะขายงาน ก็ต้องยอมรับว่ามันคือธุรกิจ ไม่ผิดที่การทำธุรกิจจะคิดถึงกำไร
กุญแจสำคัญคือการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นร่วมกันระหว่างทุกฝ่าย ต้องมีการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง เช่น ผู้ถือหุ้นคุยกันทุกเดือน หัวหน้างานทุกสัปดาห์ พนักงานปฏิบัติการคุยกันทุกวัน ที่สำคัญหากพบสัญญาณของปัญหา ต้องมีการจัดการตั้งแต่สัญญาณแรกที่เกิดขึ้น แก้ไขก่อนที่จะรุนแรง เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสัมพันธ์ และหากความขัดแย้งรุนแรงจนถึงจุดหนึ่ง เขามองว่าการเลือกที่จะแยกทางกันตามสัญญาจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

“Cocktail 77” บทพิสูจน์ความสำเร็จ การบริหารเชิงกลยุทธ์
โครงการ “Cocktail 77” เกิดขึ้นจากความตั้งใจของเขาที่จะหาความท้าทายใหม่ให้กับวงการดนตรี ก่อนที่เขาเองจะเลิกเล่นดนตรี และยังสะท้อนแนวคิดการบริหารจัดการของเขาอย่างชัดเจน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การเก็บรวบรวม “ข้อมูล” เชิงลึกเกี่ยวกับประชากร พฤติกรรมคนดู การซื้อบัตร Supply Chain สปอนเซอร์ และโครงสร้างอำนาจท้องถิ่น เพื่อสร้าง “ไบเบิล” หรือ โมเดลธุรกิจ สำหรับศิลปินอื่นในอนาคต ให้สามารถจัดทัวร์ในรูปแบบเดียวกันได้ เพิ่มทางเลือกในการนำเสนอผลงาน และสร้างความเข้าใจวัฒนธรรมการดูคอนเสิร์ตในพื้นที่ที่ยังไม่คุ้นเคย
“คอนเสิร์ตนี้ลงทุนโดยวงเองร่วมกับบริษัทครึ่งเก้า และประสบความสำเร็จอย่างมากเกินคาดหมาย โดยบัตรขายได้ถึง 97.3% จากที่คาดการณ์ไว้ 65% ซึ่งผมหวังว่าโปรเจกต์นี้จะส่งต่อวัฒนธรรมการดูคอนเสิร์ตบางอย่าง และนำไปสู่คอนเสิร์ตในลักษณะนี้ในอนาคต เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำงานของศิลปิน”
การรักษาความสัมพันธ์กับแฟนเพลง
“โอม Cocktail” ยังทิ้งท้ายถึงเรื่องการรักษาความสัมพันธ์กับแฟนเพลง ที่เปรียบได้กับ “ลูกค้า” ของแบรนด์ เขาเน้นย้ำว่าจะต้องยึดหลักความจริงใจและความชัดเจน โดยในส่วนของตัวเขาเลือกใช้ชีวิตแบบไม่โกหกและยึดมั่นในมาตรฐาน เพราะต้องการสร้างความเป็นธรรมที่ทุกคนคาดเดาได้ แม้อาจจะทำให้บางคนไม่พอใจก็ตาม แต่เขาเชื่อว่าหากทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกังวล
“การพูดความจริงอย่างจริงใจที่สุด โดยไม่โกหก หน้าและหลังเท่ากัน และสื่อสารทุกอย่างให้แฟนเพลงทราบล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการขายของ การหยุดขาย หรือการยุติการแสดง เพื่อให้แฟนเพลงรับรู้ถึงสิ่งที่จะต้อง ‘เสีย’ ไป ไม่ว่าจะเป็นเวลาหรือเงิน การรักษากฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ยุติธรรม และคาดเดาได้สำหรับทุกคน อาจทำให้เกิดความเจ็บปวดจากการถูกต่อต้านหรือไม่เข้าใจบ้าง แต่การยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องและรู้จักทบทวนตัวเองเสมอ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งบางครั้งเราเองก็อาจจะผิดก็ได้ ต้องยอมรับ”
“ผมเชื่อว่าเราเป็นมนุษย์ขึ้นได้จากเรื่องที่เรามองเห็น…แต่หากทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าใครจะเกลียดหรือด่า เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดาของการทำงานที่ต่อให้คุณทำถูก คุณก็จะมีปัญหากับคนทำผิด และถ้าคุณทำผิด คุณก็จะมีปัญหากับคนทำถูก…แต่ถ้าหากคุณไม่ต้องการมีปัญหาใดๆ กับใครเลย ก็อย่าทำงาน” “โอม Cocktail” ทิ้งท้ายให้คิด
เรื่องโดย : ดารินทร์
