บทความ
ผ่อน 0% ดีจริงหรือ ร้านค้า-ธนาคาร-ลูกค้า ใครได้ ใครเสีย ?
โดย : จิรายุส์ ขุนนางประเสริฐ
ในยุคปัจจุบัน การที่เราจะซื้อของอะไรสักอย่าง ล้วนแล้วแต่มีโปรโมชั่นของการผ่อนชำระเข้ามาเป็นทางเลือกให้เราด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอย่าง โทรศัพท์มือถือ, เสื้อผ้า, รองเท้า, อาหารยังผ่อน, คลอดลูกยังมีผ่อน ล่าสุดมีโปรโมชั่นเที่ยวก่อนผ่อนทีหลังจากสายการบินหนึ่งอีกด้วย ประกอบกับยังมีโปรโมชั่นผ่อนด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% เข้ามากระตุ้นการซื้อของผู้บริโภคเข้าไปอีก ยิ่งทำให้ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ เป็นหนี้ง่ายขึ้น และเป็นหนี้อย่างไม่รู้ตัว หลายครั้งเราซื้อสินค้าเพราะมองแค่ว่ามันราคาถูก โดยไม่ได้คิดใช้ประโยชน์จากของสิ่งนั้นที่เราซื้อมาแม้แต่นิดเดียว
สำหรับ การที่เราจะผ่อนจ่ายของอะไรสักชิ้นก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรมากนัก แต่เราควรมีวินัยคิดก่อนจ่ายสักนิด ว่าของที่เราซื้อมานั้นเราได้ใช้ประโยชน์จริงหรือไม่ แต่ต้องยอมรับว่าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทยขาดความยับยั้งชั่งใจอยู่มาก ยิ่งมีโปรโมชั่นผ่อนด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% และเปิดโอกาสให้ผ่อนนานยิ่งขาดสติในการใช้เงินกันมาก นั่นจึงทำให้หนี้ครัวเรือนของประเทศไทยสูงขึ้นกว่า 78.8% เมื่อเทียบกับ GDP หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 13 ล้านล้านบาท ในปี 2562 ตามรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และยังสูงเป็นอันดับที่ 2 ของเอเชียอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ข้อดีของการผ่อนชำระด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% สำหรับลูกค้าอย่างเรา ๆ คือทำให้เราไม่ต้องควักเงินซื้อของเต็มจำนวนของราคา โดยผ่อนจ่ายเป็นงวด เช่นผ่อนจ่าย 10 เดือน จากมูลค่าของที่ราคา 1 หมื่นบาท ก็ทำให้เราจ่ายแค่เดือนละ 1 พันบาทเท่านั้น แถมไม่มีดอกเบี้ยด้วย ยิ่งเป็นข้อดีคูณสองไปอีก เพราะทำให้เรามีเงินเหลือไว้ใช้สำหรับอย่างอื่นในการดำรงชีวิตในแต่ละเดือน และทำให้เราสามารถซื้อของแพงได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
ร้านค้าขายได้เยอะ ไม่ต้องเช็คประวัติ เพราะธนาคารการันตีให้
ขณะที่ ข้อดีของร้านค้า คือสามารถขายของได้มากขึ้น ยอดขายเพิ่มจากโปรโมชั่นดังกล่าว โดยที่ไม่ต้องมาเสียเวลาเช็คประวัติลูกค้าเองว่าลูกค้าจะมีเงินมาจ่ายเงินส่วนที่เหลือหรือไม่ เพราะมีตัวกลางคือสถาบันการเงินคอยตรวจสอบประวัติลูกค้าให้ก่อนแล้ว
ส่วนธนาคาร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผู้ได้รับประโยชน์จากโปรโมชั่นผ่อนด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% เนื่องจากการรูดบัตรเครดิตของลูกค้าในการซื้อของ บางครั้งมักมีค่าธรรมเนียมในการให้บริการ 2-3% โดยบางกรณีจะเก็บกับลูกค้า หรือร้านค้าก็ได้ รายได้จากส่วนนี้ก็จะกลายเป็นกำไรของธนาคาร นอกจากนี้หากลูกค้าอย่างเรา ๆ ไม่สามารถชำระหนี้ตามเวลาที่ธนาคารกำหนด ทางธนาคารก็สามารถคิดดอกเบี้ยจากผู้บริโภคได้สูงสุด 18% ต่อปีนั่นเอง โดยธนาคารจะมีการส่งจดหมาย หรือส่งเอสเอ็มเอสมาเตือนผู้บริโภค ซึ่งค่าใช้จ่ายในการดำเนินการส่วนนี้จะเรียกเก็บกับลูกหนี้ ก็คือเราอีกด้วย หรือที่เรียกกันว่าค่าธรรมเนียมในการทวงถามนั่นเอง ขณะเดียวกัน ธนาคารยังจะได้ข้อมูลต่าง ๆ ของเราไปอีก และจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาตกผลึก เพื่อทำผลิตภัณฑ์ของธนาคารเช่นการลงทุนต่าง ๆ มาขายเราต่ออีก
รู้สึกซึื้อของถูกแต่ระวังเสียนิสัย
แต่ในข้อดี มักมีข้อเสียที่พ่วงท้ายมาด้วยเสมอ เพราะการผ่อนด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% นาน 10 เดือน มันยิ่งทำให้คนบางคนมองว่าของที่เราซื้อนั้นมันราคาถูกมาก เพราะเราไม่ต้องจ่ายราคาเต็มและไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย หลายคนจึงมักเกิดพฤติกรรมขาดความยับยั้งชั่งใจในการซื้อของ โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย ทำให้เกิดหนี้ที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนสูงเกือบเทียบเท่ารายได้ หรือร้ายไปกว่านั้นอาจเกิดหนี้ที่ต้องจ่ายมากกว่ารายได้เสียอีก เพราะหลายคนเห็นอะไรก็ราคาถูกไปเสียหมด จึงตัดสินใจซื้อและใช้โปรโมชั่นผ่อนนาน 10 เดือน ด้วยดอกเบี้ย 0% พอมารู้ตัวอีกทีเมื่อมีบิลเรียกเก็บ ก็สายไปเสียแล้ว
ทั้งนี้ เมื่อทราบถึงข้อดีข้อเสียของการซื้อของแบบผ่อนจ่ายด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% กันแล้ว ก็ต้องหมั่นสำรวจความต้องการของตนเองก่อนใช้เงินให้ดีกันด้วยนะครับ เพราะการซื้อสินค้าผ่านช่องทางผ่อนชำระด้วยโปรโมชั่นดังกล่าว มีทั้งข้อดีและข้อเสียควบคู่กันไป แต่หากเรารู้จักวางแผน ตั้งสติ แยกแยะ ว่าสิ่งของชิ้นใดจำเป็นหรือไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพ และควบคุมการใช้จ่ายไม่ให้เกินตัวกับรายได้ในแต่ละเดือน เราก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของโปรโมชั่นต่าง ๆ แต่ในทางกลับกัน เราจะกลายเป็นผู้ได้ประโยชน์จากการตลาดแบบนี้อย่างผู้ชาญฉลาดนั่นเอง
