ข่าว
นักดาราศาสตร์ NARIT ไขปริศนาวิวัฒนาการ 1.1 ล้านกาแล็กซี ชี้แบบจำลองกำเนิดดาวฤกษ์ต้องปรับปรุงใหม่
สำนักข่าวบริคอินโฟ – สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT เปิดเผยผลการศึกษาครั้งใหญ่เกี่ยวกับวิวัฒนาการของกาแล็กซีกว่า 1.1 ล้านแห่งตลอดช่วงเวลา 13.8 พันล้านปีของเอกภพ นำโดย ดร. สุทธิกุล กุลค้อ ซึ่งผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าแบบจำลองการเกิดกาแล็กซีและดาวฤกษ์ในปัจจุบันอาจยังไม่สมบูรณ์และจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Monthly Notices of the Royal Astronomical Society เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา
ระบบสุริยะของเราเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของกาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way Galaxy) ซึ่งในเอกภพยังมีกาแล็กซีอีกมากมายที่มีรูปทรงและคุณสมบัติแตกต่างกัน การศึกษาวิวัฒนาการกาแล็กซีจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้นักดาราศาสตร์เข้าใจถึงต้นกำเนิดโครงสร้างขนาดใหญ่ของเอกภพ ไปจนถึงสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการกำเนิดสิ่งมีชีวิต แต่เนื่องจากกาแล็กซีมีอายุยาวนานกว่ามนุษย์มหาศาล นักวิจัยจึงต้องใช้กล้องโทรทรรศน์เสมือนเครื่องย้อนเวลา ยิ่งสังเกตการณ์กาแล็กซีที่อยู่ไกลมากเท่าใด ก็ยิ่งมองเห็นอดีตของเอกภพได้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น โดยอาศัยการศึกษาประชากรกาแล็กซีจำนวนมหาศาลเพื่อทำความเข้าใจวงจรชีวิตแทนการเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของกาแล็กซีเพียงแห่งเดียว
ในการวิจัยครั้งนี้ ดร. สุทธิกุล กุลค้อ ได้ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Luminosity Function เพื่อศึกษาจำนวนของกาแล็กซีในแต่ละช่วงความสว่าง โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากโครงการสำรวจ The Physics of the Accelerating Universe Survey หรือ PAUS ผ่านกล้องโทรทรรศน์ William Herschel Telescope ณ ประเทศสเปน โครงการนี้ใช้เทคนิค Photometric Redshift ที่มีความแม่นยำสูงในการวัดระยะทาง ทำให้สามารถศึกษาวิวัฒนาการกาแล็กซีย้อนหลังไปได้ไกลถึงช่วงที่เอกภพมีอายุเพียง 4 พันล้านปี หรือคิดเป็นกว่า 70% ของประวัติศาสตร์เอกภพทั้งหมด
ผลการวิเคราะห์กาแล็กซีกว่า 1.1 ล้านแห่งพบว่า ทฤษฎีเดิมสอดคล้องกับผลสังเกตการณ์ในเอกภพตั้งแต่ปัจจุบันย้อนไปถึง 8 พันล้านปี แต่มีความคลาดเคลื่อนอย่างชัดเจนในช่วงที่เอกภพมีอายุ 8 พันล้านปีถึง 1 หมื่นล้านปี นอกจากนี้ยังพบหลักฐานสำคัญว่ามีกาแล็กซีแสงจางจำนวนมากเกินกว่าที่แบบจำลองทฤษฎีคาดการณ์ไว้ ซึ่งอาจบ่งชี้ว่ากระบวนการควบคุมการเกิดดาวฤกษ์จากหลุมดำมวลยิ่งยวดบริเวณใจกลางกาแล็กซี (Active Galactic Nuclei: AGN) และการระเบิดซูเปอร์โนวา (Supernova) ไม่ได้รุนแรงเท่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยเข้าใจ ทำให้แก๊สในกาแล็กซียังคงสามารถจับตัวและก่อกำเนิดเป็นดาวฤกษ์ใหม่ได้มากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้
นอกจากการวิจัยของโครงการ PAUS แล้ว ดร. ณิชา ลีโทชวลิต นักดาราศาสตร์ สดร. อีกท่านหนึ่ง ยังได้ใช้ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์ (James Webb Space Telescope: JWST) ศึกษายุคเริ่มต้นที่สุดของเอกภพ และพบว่ามีกาแล็กซีสว่างมากในเอกภพยุคแรกมากกว่าที่แบบจำลองเชิงทฤษฎีสมัยใหม่จะสามารถอธิบายได้เช่นกัน การค้นพบของนักดาราศาสตร์ไทยทั้งสองท่านนี้จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนว่า กระบวนการก่อกำเนิดดาวฤกษ์ในยุคแรกเริ่มของเอกภพอาจแตกต่างไปจากความเข้าใจดั้งเดิม และเป็นจุดเริ่มต้นสู่การปรับปรุงความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับวิวัฒนาการโครงสร้างระดับจักรวาลวิทยาในอนาคต
อ้างอิง
[1] https://arxiv.org/pdf/2511.16042
[2] https://arxiv.org/pdf/2601.09948
[3] https://wwwmpa.mpa-garching.mpg.de/galform/
