ข่าว
รายงานซีเมนส์ชี้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเร่งปรับใช้ดิจิทัลและพลังงานไฟฟ้าเพื่อความยั่งยืน
สำนักข่าวบริคอินโฟ – ผลสำรวจ Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ซึ่งจัดทำโดย ซีเมนส์ (Siemens) จากการสำรวจผู้บริหารองค์กร 1,400 คนในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage หรือ F&B) ระบุว่า ผู้บริหาร 53% คาดการณ์ว่าธุรกิจจะยังคงเติบโต ทว่ามีเพียง 43% ที่มีความมั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานเดิมมีความยืดหยุ่นเพียงพอต่อความผันผวนของตลาด ขณะที่ระบบอาหารทั่วโลกสร้างการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 35% และใช้พลังงานเกือบ 1 ใน 3 ของการบริโภคพลังงานทั้งหมด ทำให้ภาคการผลิตต้องเร่งปรับตัวสู่การใช้พลังงานสะอาดและระบบอัตโนมัติ

รายงานระบุถึง 3 ทิศทางหลักในการปรับโครงสร้างพื้นฐานการผลิต โดยแนวทางแรกคือการปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification) และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งผู้ตอบแบบสำรวจ 61% เห็นว่าเป็นกลไกสำคัญต่อเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ปัจจุบันองค์กรที่มีความพร้อมระดับสูงด้านการผลิตพลังงานหมุนเวียนใช้เองในพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 42% ในปี 2025 จากเดิม 27% ในปี 2023 ขณะที่การปรับเปลี่ยนระบบทำความร้อนและความเย็นมาใช้พลังงานไฟฟ้าปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 41%

แนวทางถัดมาคือการนำ Digitalization และการบูรณาการข้อมูล (Data Integration) มาใช้ตรวจวัดและประเมินผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยผู้บริหาร 83% มองว่าเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยเพิ่มผลผลิต และ 55% มองว่าช่วยในการอนุรักษ์ทรัพยากร ขณะที่ 54% ระบุว่าจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่ยังแยกส่วนกัน และ 48% มีแผนเพิ่มการลงทุนในด้านการเชื่อมต่อข้อมูล ทั้งนี้ ผู้บริหาร 54% ยังชี้ว่าระบบดิจิทัลมีส่วนช่วยยกระดับความปลอดภัยและสุขอนามัยในการทำงานของพนักงานด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการโรงงาน โดย 49% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าได้นำ AI มาใช้เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอนแล้ว และ 51% ระบุว่าปัญญาประดิษฐ์ช่วยเสริมความยืดหยุ่นให้โครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ 47% มีแผนลงทุนในระบบอัตโนมัติสำหรับอาคาร และ 57% มีความพร้อมที่จะนำระบบอัตโนมัติที่ทำงานได้ด้วยตนเอง (Autonomous Systems) มาใช้ในอาคารและโรงงานเพื่อควบคุมต้นทุนพลังงาน

อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ว่าผู้ผลิต 48% ยังคงมองว่ากระบวนการลดคาร์บอนมีต้นทุนสูง ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาครัฐและข้อจำกัดของโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Infrastructure) คิดเป็นปัจจัยละ 57% ที่ส่งผลให้ภาคธุรกิจชะลอการลงทุน แม้ว่า 60% ขององค์กรจะมีแผนลดคาร์บอนที่ชัดเจน แต่ผู้บริหาร 43% ยังคงพิจารณาปัจจัยต้นทุนและผลตอบแทนทางการเงินเป็นหลัก ส่งผลให้การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายในโรงงานเดิมกลายเป็นแนวทางที่ภาคอุตสาหกรรม F&B ทั่วโลกและในประเทศไทยเลือกใช้เป็นลำดับแรก

บทความนี้อ้างอิงจาก Transforming the future of food & beverage production และ From carbon-heavy to climate-ready ที่เป็นส่วนหนึ่งในรายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025
