Connect with us

การเมือง

“ไทยช่วยไทย พลัส” ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.06 แสนล้านบาท รัฐบาลเตรียมขยายมาตรการเติมทุนและแก้หนี้รายย่อย

Published

on

แกร็บ ประเทศไทย เผยผลตอบรับโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ผ่านแกร็บฟู้ด ครึ่งเดือนแรกยอดสะสมทะลุ 500 ล้านบาท ร้านค้าพุ่ง 40% ชี้ส้มตำและชาไทยครองแชมป์เมนูยอดฮิต

สำนักข่าวบริคอินโฟ – นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ว่าสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจแล้วกว่า 1.06 แสนล้านบาท โดยข้อมูล ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2569 มียอดใช้จ่ายรวม 106,630.53 ล้านบาท จากผู้ได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย และมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการ 1,099,641 ร้านค้า ซึ่งช่วยกระจายกำลังซื้อไปยังผู้ประกอบการรายย่อยและเศรษฐกิจฐานราก

โครงการดังกล่าวนับเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการดูแลเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการเพิ่มกำลังซื้อและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ควบคู่ไปกับการเติมทุน ลดต้นทุนทางการเงิน และแก้ไขปัญหาหนี้สิน เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการมีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจและสร้างรายได้ต่อไป

ล่าสุด รัฐบาลได้ดำเนินโครงการ ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง ผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกกองทุนทั่วประเทศเข้าถึงแหล่งเงินทุนในต้นทุนที่เหมาะสม นำไปใช้ประกอบอาชีพและต่อยอดกิจการในระดับชุมชน

ในส่วนของภาคเกษตรกรรม รัฐบาลได้ผลักดันโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 30,000 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 3 ปี เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุน และเสริมสภาพคล่องในการประกอบอาชีพให้แก่เกษตรกร

Advertisement

สำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการ SME Credit Boost เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อ ควบคู่กับโครงการ ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับโครงสร้างหนี้ โดยเริ่มมีการกระจายสินเชื่อเข้าสู่ระบบแล้ว และเตรียมขยายกลไกความช่วยเหลือไปยังสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อเพิ่มช่องทางเข้าถึงเงินทุนคู่ขนานกับธนาคารพาณิชย์

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุเพิ่มเติมว่า รัฐบาลมุ่งหวังให้ประชาชนมีรายได้ ธุรกิจมีเงินทุน และลดภาระหนี้สิน เพื่อให้เม็ดเงินในระบบเกิดการหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นรายได้ การจ้างงาน และสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก