Connect with us

การเมือง

ประชาธิปัตย์ชี้โครงสร้างราคาน้ำมันผิดปกติ ต้นทุนหน้าโรงกลั่นลดแต่ราคาปลีกกลับพุ่ง หนี้กองทุนจ่อแสนล้าน

Published

on

ประชาธิปัตย์เผยโครงสร้างราคาน้ำมันผิดปกติ ต้นทุนหน้าโรงกลั่นลดแต่ราคาปลีกกลับเพิ่ม หนี้กองทุนน้ำมันพุ่งเกือบแสนล้าน จี้รัฐแก้ปัญหาโครงสร้างพลังงาน

สำนักข่าวบริคอินโฟ – พรรคประชาธิปัตย์แถลงท้วงติงการบริหารจัดการพลังงานของภาครัฐ หลังพบโครงสร้างราคาน้ำมันภายในประเทศมีความผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาต้นทุนหน้าโรงกลั่นปรับลดลงเกือบ 2 บาทต่อลิตร แต่ราคาขายปลีกกลับปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 1 บาทต่อลิตร พร้อมชี้สถานะหนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สะสมเกือบ 1 แสนล้านบาท กำลังส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะยาว

นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ทีมเศรษฐกิจด้านพลังงาน พรรคประชาธิปัตย์ และที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยข้อมูลโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B7 พบว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ราคาหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ 37.49 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาขายปลีกอยู่ที่ 41.44 บาทต่อลิตร เมื่อเทียบกับวันที่ 21 กันยายน 2569 ซึ่งราคาหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ 39.33 บาทต่อลิตร แต่ราคาขายปลีกอยู่ที่ 40.69 บาทต่อลิตร แสดงให้เห็นว่าแม้ต้นทุนหน้าโรงกลั่นจะลดลง แต่ราคาจำหน่ายปลีกกลับปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งขัดแย้งกับกลไกตลาดที่ควรเป็น

ทางพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า ความไม่สอดคล้องของราคาน้ำมันเกิดจากกลไกการปรับอัตราเงินชดเชยของ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ยังขาดประสิทธิภาพ เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง กองทุนฯ มีการลดอัตราเงินชดเชยเพื่อนำเงินไปชำระหนี้สะสม ทำให้ราคาขายปลีกไม่ปรับลดลงตามต้นทุนจริง แต่เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น กลับมีการปรับขึ้นราคาขายปลีกทันที ส่งผลให้ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์จากการปรับตัวลดลงของราคาพลังงาน ทั้งที่หลักการบริหารกองทุนควรช่วยลดความผันผวนและรักษาเสถียรภาพราคาเพื่อบรรเทาภาระของประชาชน

นอกจากนี้ สถานะทางการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีหนี้สะสมเกือบ 1 แสนล้านบาท ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 กองทุนฯ ไม่สามารถล้มละลายได้ รัฐบาลจึงต้องใช้มาตรการกู้เงิน การจัดสรรงบประมาณ หรือการปรับเพิ่มการจัดเก็บเงินเข้ากองทุน ซึ่งเป็นการผลักภาระค่าใช้จ่ายไปยังประชาชนในอนาคตโดยไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างยั่งยืน

Advertisement

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ได้ครบกำหนดระยะเวลาการยกเลิกการชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพตามมาตรา 55 ของ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 แต่ปัจจุบันยังคงมีการใช้เงินกองทุนฯ ชดเชยน้ำมันชีวภาพอยู่ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาทางข้อกฎหมาย ทั้งนี้ การสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง รัฐบาลควรจัดสรรมาตรการช่วยเหลือโดยตรง หรือพิจารณาใช้งบประมาณจากพระราชกำหนดเงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แทนการผลักภาระค่าใช้จ่ายมาไว้ในโครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีกหน้าสถานีบริการ

Continue Reading
Advertisement