ข่าว
ครม. เคาะโครงการไทยช่วยไทย พลัส เพิ่มเติม อัดฉีดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและมาตรการร่วมจ่าย 60/40
สำนักข่าวบริคอินโฟ – คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการปรับลดกรอบวงเงินเดิมและอนุมัติโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานที่ยืดเยื้อ โดยครอบคลุม 2 มาตรการหลัก ได้แก่ การเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และการดำเนินโครงการร่วมจ่าย ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ผ่านแหล่งเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน พ.ศ. 2569 เพื่อพยุงกำลังซื้อภาคประชาชนและการบริโภคภายในประเทศ

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า การออกมาตรการเพิ่มเติมมีความจำเป็นในระยะสั้น เพื่อป้องกันไม่ให้การบริโภคภาคเอกชนซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจชะลอตัวลงจนกดดันให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อต้นทุนพลังงานอย่างต่อเนื่อง
สำหรับมาตรการแรกคือโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม มุ่งช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยปรับเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและร้านค้าที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ให้แก่ผู้ผ่านคุณสมบัติก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 อีกจำนวน 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อคน เฉพาะในรอบเดือนตุลาคม 2569

ขณะที่มาตรการที่สอง ได้แก่ โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ภาครัฐจะสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตราร้อยละ 60 ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และจำกัดวงเงินรวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน ครอบคลุมระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2569 โดยผู้ได้รับสิทธิ์สามารถใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ระหว่างเวลา 06.00 – 23.00 น. และสั่งผ่านแพลตฟอร์มจัดส่งอาหารที่ร่วมรายการได้ระหว่างเวลา 06.00 – 21.00 น.
ทั้งนี้ ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ทั้งผู้ได้รับสิทธิ์เดิมและผู้ที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามเกณฑ์ที่กำหนด สามารถยืนยันสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 ตุลาคม 2569 ส่วนผู้ประกอบการร้านค้าสามารถยืนยันสิทธิ์เพื่อรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2569 โดยกรมบัญชีกลางจะเป็นผู้โอนเงินส่วนที่รัฐร่วมจ่ายให้แก่ร้านค้าตามรอบระยะเวลาที่กำหนด
