การเมือง
นักวิชาการ มธ. ชี้ช่องโหว่กฎหมาย Lemon Law แนะสภาฯ ดึงร่างภาคประชาชนร่วมพิจารณาอุดช่องโหว่สินค้าเทคโนโลยี
สำนักข่าวบริคอินโฟ – นักวิชาการจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ออกมาแสดงความเห็นด้วยกับมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.สินค้าชำรุดบกพร่อง หรือ กฎหมาย Lemon Law ชี้เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในไทยและลดข้อพิพาททางการค้า แต่ยังคงแสดงความกังวลถึงรายละเอียดของกฎหมายที่เริ่มร่างมานานกว่า 10 ปี ซึ่งอาจมีช่องโหว่และไม่ครอบคลุมปัญหาด้านซอฟต์แวร์ในสินค้าเทคโนโลยีปัจจุบัน พร้อมเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรนำร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชนและของกรรมาธิการชุดก่อนมาร่วมพิจารณาควบคู่กัน เพื่อลดปัญหาการตีความและรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง
ผศ.ดร.เอมผกา เตชะอภัย จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ระบุว่า การที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.สินค้าชำรุดบกพร่อง ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ถือเป็นทิศทางที่ดีในการแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เนื่องจากกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคฉบับเดิมขาดความชัดเจนในแนวทางการเยียวยา โดยร่างกฎหมายใหม่นี้มีการกำหนดความรับผิดชอบที่ชัดเจนขึ้นใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การกำหนดสิทธิเรียกร้องของผู้บริโภคที่ทำได้ทั้งการส่งซ่อม เปลี่ยนสินค้า หรือยกเลิกสัญญา การกำหนดข้อสันนิษฐานการชำรุดบกพร่องเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค การแบ่งเกณฑ์รับผิดชอบตามประเภทสินค้า และการกำหนดสิทธิในกรณีเช่าซื้อสินค้ามูลค่าสูงอย่างรถยนต์หรือ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเปิดทางให้ผู้บริโภคขอขยายเวลาผ่อนชำระได้หากสินค้าต้องส่งซ่อมจนไม่สามารถใช้งานได้
อย่างไรก็ตาม แม้ กฎหมาย Lemon Law ฉบับนี้จะถูกปรับปรุงรายละเอียดมาหลายครั้ง แต่ยังมีข้อกังวลในแง่ของการบังคับใช้และการตีความ เนื่องจากภาษาทางกฎหมายมีความซับซ้อนและมีรายละเอียดทางเทคนิคสูง รวมถึงระยะเวลาการเยียวยาในบางกรณีที่ยังไม่ชัดเจน นอกจากนี้ร่างกฎหมายยังขาดการกล่าวถึงข้อบกพร่องทางซอฟต์แวร์ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในยุคปัจจุบันที่สินค้าอาจไม่ได้ชำรุดทางกายภาพ แต่กลับไม่สามารถใช้งานได้เนื่องจากระบบเครือข่ายหรือซอฟต์แวร์ที่ล้าสมัย
ด้วยเหตุนี้จึงมีข้อเสนอแนะว่าในขั้นตอนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำร่างกฎหมายในลักษณะเดียวกันอีก 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างของสภาองค์กรของผู้บริโภค และร่างของอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว มาพิจารณาในรายละเอียดควบคู่ไปด้วย เพื่อปรับปรุงภาษาให้เข้าใจง่าย ลดปัญหาการตีความ และขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมสินค้าประเภทใหม่ๆ นอกจากนี้ยังควรศึกษาแนวทางของต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป (EU) ที่กำหนดให้สินค้าต้องซ่อมง่ายและมีความคงทนสูงเพื่อลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัจจุบันทาง สคบ. ได้มอบหมายให้คณะนิติศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำการศึกษาวิจัยในประเด็นนี้เพื่อจัดทำข้อเสนอเพิ่มเติมแล้ว
ผศ.ดร.เอมผกา ได้กล่าวให้ความเห็นทิ้งท้ายว่า “คาดหวังว่าทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาเดินหน้าสร้างความเข้าใจแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และทำให้กฎหมายมีความครอบคลุมชัดเจนตั้งแต่แรก เพื่อลดความกังวลของผู้ประกอบการที่กำลังคิดว่ากฎหมายนี้คือต้นทุนภาระ อยากให้มองว่าการที่มีกฎหมายนี้เกิดขึ้นจะเป็นประโยชน์ในการทำการตลาดจำหน่ายสินค้า ทำให้สินค้าในไทยมีความน่าเชื่อถือ” พร้อมระบุเพิ่มเติมว่าสิทธิดังกล่าวเป็นสิ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนและทั่วโลกให้การรับรองมานานแล้ว ในส่วนของผู้บริโภคเองก็ต้องตื่นตัว เลือกซื้อสินค้าที่มีมาตรฐาน และใช้สิทธิเรียกร้องของตนเองเพื่อลดสัดส่วนสินค้าด้อยคุณภาพที่พร้อมจะกลายเป็นขยะในตลาด
