Connect with us

ข่าว

คลาวด์แฟลร์ ชี้หนี้ทางเทคนิคทำองค์กรสูญ 370 ล้านดอลลาร์ เตือนเร่งสร้างสถาปัตยกรรมดิจิทัลรับมือภัยคุกคามยุค Agentic AI

Published

on

คลาวด์แฟลร์ เผยรายงาน Security Signals Report เตือนองค์กรไทยเร่งเคลียร์หนี้ทางเทคนิคและปรับปรุงสถาปัตยกรรมดิจิทัล รับมือภัยคุกคามความเร็วสูงในยุค Agentic AI

สำนักข่าวบริคอินโฟ – ประเทศไทยกำลังเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติและนโยบาย Cloud First เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนสู่ดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทว่าการเปลี่ยนผ่านนี้กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญจากระบบสถาปัตยกรรมแบบเก่าที่ขาดเสถียรภาพและไม่ปลอดภัย

ล่าสุด คลาวด์แฟลร์ (Cloudflare) เผยรายงาน Security Signals Report ซึ่งระบุว่าความล้มเหลวของระบบส่วนใหญ่เกิดจากรอยแยกทางโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ ขณะเดียวกันองค์กรระดับโลกต้องสูญเสียเงินเฉลี่ยกว่า 370 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี เนื่องจากไม่สามารถปรับปรุงระบบดั้งเดิมให้ทันสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การพัฒนา นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ล่าช้าลงเนื่องจากต้องนำทรัพยากรไปใช้สะสางหนี้ทางเทคนิค

นายเคนเนธ ไล รองประธานประจำภูมิภาคอาเซียน คลาวด์แฟลร์ (Cloudflare) เปิดเผยบทความวิเคราะห์ว่า ความก้าวหน้าและความแข็งแกร่งทางดิจิทัลไม่ได้พัฒนาควบคู่กันไปอย่างอัตโนมัติ องค์กรหลายแห่งยังคงดำเนินการด้วยสถาปัตยกรรมแบบเก่าที่ผูกติดกันแน่นและกระจัดกระจาย ซึ่งไม่สามารถรองรับความต้องการด้านความเร็วและการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างระบบต่าง ๆ ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้ โดยเฉพาะการเข้ามาของ Agentic AI ที่จะยิ่งทำให้ระยะเวลาระหว่างการเปิดเผยช่องโหว่ไปจนถึงการถูกโจมตีหดสั้นลงเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง จากเดิมที่ระบบสามารถประมวลผลงานได้เป็นพันรายการภายในเสี้ยววินาที ทำให้มนุษย์เหลือเวลาวิเคราะห์หรือกู้สถานการณ์น้อยลงเมื่อเกิดความผิดพลาด และก่อให้เกิด “ความย้อนแย้งด้านความเร็ว” (velocity paradox) ที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนธุรกิจกลับลดทอนความสามารถในการแก้ไขความผิดพลาดลง

นอกจากนี้ การพึ่งพาเครื่องมือ Generative AI ของพนักงานยังทำให้ข้อมูลที่ละเอียดอ่อนหลุดไหลไปสู่โมเดลนอกองค์กร เกิดจุดบอดด้านการกำกับดูแลข้อมูลและการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา โดยระบบดั้งเดิมที่สร้างขึ้นบนสมมติฐานเดิม เช่น การจัดการด้วยมนุษย์ หรือการป้องกันเฉพาะรอบนอก ไม่สามารถตอบโจทย์สภาพแวดล้อมดิจิทัลยุคใหม่ที่พึ่งพาความเป็นอัตโนมัติและการควบคุมแบบเรียลไทม์ได้อีกต่อไป โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในปี 2025 คือช่องโหว่ React2Shell ที่มีความพยายามโจมตีสูงถึง 1 พันล้านครั้งภายในเวลาเพียง 11 วัน

Advertisement

จากปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่เปราะบางนี้ ส่งผลให้องค์กรต้องนำทรัพยากรด้านเทคโนโลยีประมาณ 31% ไปใช้เพียงเพื่อสะสางหนี้ทางเทคนิค ในขณะที่เหลือสัดส่วนงบประมาณสำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น โครงการริเริ่มด้าน AI หรือการวางระบบอัตโนมัติเพียง 7% เท่านั้น ซึ่งหากเปรียบเทียบกับองค์กรที่เป็นผู้นำด้านการใช้นวัตกรรมแอปพลิเคชันและมีสถาปัตยกรรมที่ทันสมัย จะพบว่ามีถึง 62% ที่ระบุว่าสามารถติดตามระดับการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยได้ง่ายมาก แตกต่างจากองค์กรที่ใช้ระบบดั้งเดิมที่มีสัดส่วนเพียง 35%

ดังนั้น ผู้นำองค์กรในประเทศไทยจำเป็นต้องมองเรื่องความแข็งแกร่งของระบบเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน ไม่ใช่เพียงมาตรการตั้งรับ โดยต้องแยกส่วนการพึ่งพาที่สำคัญออกจากกัน เพิ่มกลไกป้องกัน และกำหนดนโยบายให้อยู่ในรูปแบบโค้ด (policy-as-code) รวมถึงทดสอบจำลองสภาวะวิกฤต (failure-mode testing) เพื่อสกัดกั้นภัยคุกคามในโลกที่ขับเคลื่อนด้วย เทคโนโลยี AI ไซเบอร์อย่างยั่งยืน

Advertisement
Continue Reading
Advertisement