Connect with us

ข่าว

ยศชนัน-NIA ประกาศข่าวดี ไทยผงาดติดท็อป 50 เมืองระบบนิเวศสตาร์ตอัปโลก พร้อมคว้าอันดับ 1 ด้าน MedTech อาเซียน

Published

on

ประเทศไทยก้าวสู่อันดับ 49 ของโลก จากดัชนีระบบนิเวศสตาร์ตอัปโลก Global Startup Ecosystem Index 2026 พร้อมคว้าอันดับ 1 ด้าน MedTech และอันดับ 1 เมืองโรโบติกส์ในอาเซียน

สำนักข่าวบริคอินโฟ – กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เผยผลการจัดอันดับดัชนีระบบนิเวศสตาร์ตอัปโลก ประจำปี 2569 หรือ Global Startup Ecosystem Index 2026 โดย StartupBlink พบว่าประเทศไทยขยับขึ้นสู่อันดับ 49 ของโลก ซึ่งเป็นการเข้าสู่ระบบอันดับ Top 50 ครั้งแรกในรอบ 6 ปี และเป็นอันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีอัตราการเติบโตของระบบนิเวศสตาร์ตอัปสูงถึงร้อยละ 62.6 พร้อมคว้าอันดับ 1 เมืองที่เอื้อต่อสตาร์ตอัปกลุ่มเทคโนโลยีทางการแพทย์ หรือ MedTech ดีที่สุดในอาเซียน ขณะที่หัวเมืองหลักอย่างกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และภูเก็ต ยังคงเป็นพื้นที่แม่เหล็กดึงดูดผู้ประกอบการและนักลงทุนจากทั่วโลก

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า “นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจด้านนวัตกรรมของประเทศไทย หลังผลการจัดอันดับ Global Startup Ecosystem Index 2026 โดย StartupBlink ที่ล่าสุดสามารถขยับขึ้นสู่อันดับ 49 ของโลก และเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีที่เข้าสู่ Top 50 อันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของเมือง และระบบนิเวศนวัตกรรมไทยที่เติบโตจากการขับเคลื่อนนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน มุ่งสร้างระบบนิเวศให้เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง”

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและการสร้างผู้ประกอบการเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง เพราะมองว่าสตาร์ตอัปไม่ใช่เพียงธุรกิจเกิดใหม่ แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้าง New Growth Engine ให้กับประเทศ ทั้งในมิติของเศรษฐกิจดิจิทัล การเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมาย การสร้างงานทักษะสูง และการแข่งขันในเวทีโลก ซึ่งการที่ประเทศไทยสามารถก้าวเข้าสู่ Top 50 ของโลก และอันดับ 1 ด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ (MedTech) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อันดับ 8 ของโลก) รวมถึงการที่กรุงเทพมหานครครองอันดับ 1 ด้านวิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) ในภูมิภาค ถือเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ผู้ประกอบการ และเครือข่ายนวัตกรรมระดับนานาชาติมากขึ้น”

ปัจจุบันทางกระทรวง อว. และ NIA อยู่ระหว่างการเร่งส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรมผ่านโครงการสำคัญ เช่น Area-based Innovation Ecosystem, Matching Fund & University Holding Company, Makerspace ชุมชน การขยายผล Startup Thailand League และการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อพัฒนา DeepTech Startup ในสาขายุทธศาสตร์สำคัญ อาทิ MedTech, AI, Robotics, Climate Tech และ FoodTech รวมถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นชาตินวัตกรรม นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังระบุเพิ่มเติมว่า การนำในด้าน MedTech แสดงให้เห็นความพร้อมในการเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจสุขภาวะ หรือ Wellness Economy ทว่าผู้ประกอบการไทยยังเผชิญความท้าทายเรื่องเงินทุนสนับสนุน และการเข้าถึงโอกาสทดสอบนวัตกรรมก่อนพัฒนาผลิตภัณฑ์

Advertisement

ด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA กล่าวว่า ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดเป็นอันดับ 4 ในกลุ่ม 50 อันดับแรกของโลก และได้อันดับ 2 ของเอเชียแปซิฟิกในด้าน Startup Community Activity โดยกรุงเทพมหานครขยับขึ้น 5 อันดับสู่อันดับ 76 ของโลก และอันดับ 4 ของอาเซียน พร้อมคว้าอันดับ 1 เมืองโรโบติกส์อาเซียน (อันดับ 17 ของโลก) ส่วนเชียงใหม่และภูเก็ตเติบโตสูงขึ้นร้อยละ 91.6 และ 85.9 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีเมืองใหม่ที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้นมาอีก 4 แห่ง คือ พัทยา สมุทรปราการ ปทุมธานี และนครปฐม ส่งผลให้ไทยมีจำนวนเมืองติดอันดับมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน โดยเกณฑ์การประเมินของ StartupBlink ประกอบด้วย ปริมาณกิจกรรมของระบบนิเวศ คุณภาพและผลกระทบของระบบนิเวศ และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

“ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายด้านการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการเทคโนโลยี นักลงทุน และกลุ่ม Digital Nomad จากทั่วโลก ที่เข้ามาใช้ชีวิต ทำงาน และสร้างธุรกิจ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และภูเก็ต ซึ่งมีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพชีวิต และชุมชนผู้ประกอบการสร้างสรรค์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง NIA จะปั้น “ย่านนวัตกรรมอารีย์” ให้เป็นพื้นที่ศูนย์กลางคอมมูนิตี้สตาร์ตอัปของไทยเพื่อเสริมความเข้มแข็งของระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยสู่สากล โดยสิ่งเหล่านี้จะช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ เงินทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายนวัตกรรมระดับนานาชาติ อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศในอนาคต”

“ดังนั้น การเติบโตของประเทศไทยในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอันดับ แต่เป็นสัญญาณสำคัญว่าระบบนิเวศนวัตกรรมไทยกำลังก้าวสู่การเติบโตในระดับสากลเป็น Global Startup Hub อย่างชัดเจน โดย NIA จะยังคงเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย เชื่อมโยงประเทศสู่เครือข่ายนวัตกรรมโลก และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Startup Nation อย่างยั่งยืนต่อไป” ดร.กริชผกา กล่าว

แม้จะมีการเติบโตทางสถิติ แต่ประเทศไทยยังคงมีจุดที่ต้องปรับปรุงในเรื่องการเชื่อมโยงนักลงทุนเข้าหากลุ่มสาระใหม่ ๆ และการกระจายย่านนวัตกรรมไปสู่ภูมิภาค ซึ่งแต่ละพื้นที่มีความหลากหลายและต้องการนโยบายที่แตกต่างกัน เช่น พัทยา ที่เน้นการสร้างคอมมูนิตี้เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังต้องเฝ้าระวังการเติบโตของคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนาม โดยเฉพาะนครโฮจิมินห์ที่มีระบบนิเวศที่เหมาะสม นโยบายเบ็ดเสร็จ และขั้นตอนการลงทุนที่รวดเร็วจากการมีผู้รับผิดชอบชัดเจน แต่เวียดนามยังคงขาดแคลนในด้านการบริการ หรือ Hospitality และด้านสุขภาพ หรือ Health ซึ่งเป็นแต้มต่อที่ประเทศไทยสามารถขยายขนาดธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

Advertisement

ในขณะที่อินโดนีเซียได้เปรียบเรื่องจำนวนประชากรในประเทศ ทำให้สตาร์ตอัปไทยจำเป็นต้องมองหาโอกาสในระดับโลกมากขึ้น เช่นเดียวกับโมเดลของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่เปลี่ยนสถานีรถไฟเก่าเป็น Station F โดยใช้ความร่วมมือแบบภาคเอกชนนำภาครัฐ

ในด้านการลงทุน ปัจจุบันกลุ่มทุนจากประเทศจีนได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากที่สุดแซงหน้าประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากเทคโนโลยีขั้นสูง หรือ Cutting Edge มาจากประเทศจีน และมีเขตเศรษฐกิจด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่มาก โดยการมองกลุ่มทุนจีนต้องแยกออกเป็นสองมิติ คือ จีนเทาที่มีปัญหาต้องแก้ไข กับจีนไฮเทคที่เข้ามาลงทุน ซึ่งในแง่เทคโนโลยีนั้น จีนเริ่มแซงหน้าญี่ปุ่นมาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว

อย่างไรก็ตาม ข้อดีของประเทศไทยในเวลานี้คือการมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส. สายเทคโนโลยีจำนวนมาก และเริ่มมีการนำร่าง พ.ร.บ. สตาร์ทอัป ที่ถูกปรับแก้มานานกว่า 8 ปี ไปศึกษาเพื่อผลักดันให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะกลายเป็นโอกาสสำคัญของระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยในอนาคต

Advertisement
Continue Reading
Advertisement