การเมือง
ครม. เห็นชอบต่ออายุบันทึกความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น ด้านก๊าซธรรมชาติเหลว LNG เสริมความมั่นคงพลังงานอีก 3 ปี
สำนักข่าวบริคอินโฟ – คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบต่ออายุบันทึกความร่วมมือด้าน ก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas) หรือ LNG ระหว่างไทยและญี่ปุ่นออกไปอีก 3 ปี เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการลงทุนธุรกิจต้นน้ำและบริหารจัดการถังเก็บก๊าซ โดยเตรียมลงนามอย่างเป็นทางการในระหว่างการประชุมระดับรัฐมนตรีและภาคธุรกิจด้านความมั่นคงพลังงานอินโด-แปซิฟิก ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้ เพื่อรับมือความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบร่างเอกสารแสดงความยินยอมต่ออายุบันทึกความร่วมมือว่าด้วยการลงทุนในธุรกิจต้นน้ำของก๊าซธรรมชาติเหลว และข้อริเริ่มความร่วมมือด้านถังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว ระหว่าง กระทรวงพลังงาน ของไทย และ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมแห่งญี่ปุ่น (Ministry of Economy, Trade and Industry: METI) ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานหรือผู้ได้รับมอบอำนาจเป็นผู้ลงนามในเอกสารดังกล่าว ซึ่งมีกำหนดการลงนามในวันที่ 14–15 มีนาคม 2569 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
สาระสำคัญของการต่ออายุครั้งนี้เป็นการขยายกรอบเวลาความร่วมมือเดิมที่เคยลงนามไว้เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 ซึ่งได้ครบกำหนดไปเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 โดยการต่ออายุใหม่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ไปจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2571 และกำหนดให้มีการต่ออายุโดยอัตโนมัติทุกๆ 3 ปี เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแจ้งยกเลิกเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินงานด้าน ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
นางสาวลลิดา ระบุว่า การร่วมมือกับญี่ปุ่นในครั้งนี้จะช่วยให้ไทยสามารถเดินหน้าแผนงานด้านก๊าซธรรมชาติได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งในภาคพลังงานและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยระบุว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานควบคู่กับการขยายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าและพันธมิตรสำคัญ เพื่อรองรับความผันผวนของตลาดพลังงานโลก และเสริมความพร้อมของไทยในระยะยาว” นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสให้ประเทศไทยได้ต่อยอดความร่วมมือกับนานาประเทศในอนาคต
ทางด้านข้อกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าร่างเอกสารฉบับนี้ไม่มีสถานะเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ขณะที่กระทรวงพลังงานยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่เข้าข่ายการอนุมัติโครงการใหม่ที่ก่อภาระผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญ จึงสามารถดำเนินการได้ตามระเบียบขั้นตอนปกติ
