ข่าว
อิหร่านอ้างกองทัพสหรัฐฯ บาดเจ็บ-เสียชีวิตกว่า 200 นาย หลังยิงมิสไซล์ถล่มฐานทัพตอบโต้เหตุโจมตีทางอากาศ มะกันโต้ ไม่มีผู้บาดเจ็บ
สำนักข่าวบริคอินโฟ – กองทัพอิหร่านเปิดปฏิบัติการตอบโต้การโจมตีทางอากาศของ สหรัฐอเมริกา (USA) และ อิสราเอล (Israel) ด้วยการยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพอเมริกันหลายแห่งทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน หรือ IRGC (Islamic Revolutionary Guard Corps) ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารของสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบจากการโจมตีครั้งนี้ทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิตรวมกว่า 200 นาย ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เหตุการณ์ความตึงเครียดครั้งล่าสุดนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อกองทัพอิสราเอล โดยการสนับสนุนของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เปิดปฏิบัติการชิงลงมือโจมตีเป้าหมายทางทหารและสถานประกอบการด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านในช่วงเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งทางอิสราเอลระบุว่าเป็นการทำลายขีดความสามารถที่เป็นภัยคุกคามในภูมิภาค ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ของสหรัฐฯ ยืนยันว่าทำเนียบขาวสนับสนุนการดำเนินการของอิสราเอล โดยอ้างถึงความล้มเหลวทางการทูตด้านนิวเคลียร์เป็นเหตุผลหลักในการตัดสินใจใช้กำลังทางทหาร
สำนักข่าวทัสนิม (Tasnim News Agency) รายงานอ้างคำแถลงของ IRGC ว่าผลจากการระดมยิงขีปนาวุธเข้าใส่ฐานทัพหลายแห่ง ส่งผลให้มีบุคลากรทางทหารของสหรัฐฯ อย่างน้อย 200 นาย เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ โดยการโจมตีมุ่งเป้าไปที่สิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารที่สำคัญในหลายประเทศ อาทิ ศูนย์สนับสนุนกองเรือที่ 5 ในบารห์เรน ฐานทัพในภูมิภาคเคอร์ดิสถานของอิรัก ฐานทัพอากาศอัลอูเดด (Al Udeid) ในกาตาร์ ฐานทัพอากาศอาลี อัล ซาเล็ม (Ali Al Salem) ในคูเวต ฐานทัพอากาศอัล ดาฟรา (Al Dhafra) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฐานทัพอากาศมูวัฟฟัก อัล ซัลตี (Muwaffaq Al Salti) ในจอร์แดน และฐานทัพอากาศพรินซ์สุลต่าน (Prince Sultan) ในซาอุดีอาระเบีย นอกจากนี้สื่ออิสราเอลยังรายงานว่ามีขีปนาวุธราว 35 ลูกถูกยิงมุ่งหน้าไปยังอิสราเอล ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 1 ราย
พลเอกเอบราฮิม จับบารี (Ebrahim Jabbari) นายทหารระดับสูงของ IRGC ได้กล่าวคำขู่โดยตรงถึงผู้นำสหรัฐฯ ว่าอิหร่านมีขีดความสามารถขั้นสูงและพร้อมสำหรับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ โดยระบุว่า “ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม เราจะใช้อาวุธทุกอย่างที่มีในคลังแสงโจมตีเข้าใส่ และเราจะยิงขีปนาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงที่สุดตามไปในภายหลัง สิ่งที่เรายังไม่ได้แสดงให้เห็นจนถึงตอนนี้ หรือสิ่งที่เราชาวอิหร่านเรียกว่าการบ่มเพาะเอาไว้ เราจะเปิดเผยให้เห็นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”
IRGC General Ebrahim Jabbari:
Trump should know that today we fired the missiles from the back of our stockpile.
Soon, we will unveil weapons that you have never seen before. pic.twitter.com/TXFs6iH7e6— Clash Report (@clashreport) February 28, 2026
ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ถือเป็นแคมเปญโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ครั้งที่สองในรอบไม่ถึงหนึ่งปี หลังจากที่ก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน ปี 2025 กองกำลังป้องกันอิสราเอล หรือ IDF (Israel Defense Forces) ร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ เคยเปิดฉากบุกถล่มโรงงานนิวเคลียร์และฐานที่มั่นสำคัญของอิหร่านเป็นเวลา 12 วัน ซึ่งครั้งนั้นส่งผลให้ผู้บัญชาการทหารระดับสูง เจ้าหน้าที่รัฐบาล และนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ของอิหร่านเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
ขณะที่ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM (U.S. Central Command) แถลงการณ์ยืนยันความสำเร็จในการป้องกันการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่จากอิหร่าน โดยระบุว่ากองกำลังสหรัฐฯ สามารถยับยั้งขีปนาวุธและโดรนหลายร้อยลำที่มุ่งเป้าถล่มฐานทัพอเมริกันในตะวันออกกลางได้เกือบทั้งหมด พร้อมทั้งเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงของรัฐบาลอิหร่านอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดขีดความสามารถในการคุกคามภูมิภาค
ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 01.15 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (06.15 น. GMT) โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเร่งรื้อถอนกลไกความมั่นคงของระบอบการปกครองอิหร่าน แถลงการณ์จาก CENTCOM ผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่าเป้าหมายที่ถูกโจมตีประกอบด้วย ศูนย์ควบคุมและสั่งการของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC (Islamic Revolutionary Guard Corps) ระบบป้องกันภัยทางอากาศ สถานที่ปล่อยขีปนาวุธและโดรน รวมถึงสนามบินทางทหารหลายแห่งทั่วอิหร่าน
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุเพิ่มเติมว่า หลังจากเสร็จสิ้นการโจมตีระลอกแรกโดยสหรัฐฯ และพันธมิตร กองกำลัง CENTCOM ได้เผชิญกับการตอบโต้ครั้งใหญ่จากอิหร่าน ซึ่งมีการใช้ขีปนาวุธและโดรนจำนวนมหาศาล “ภายหลังการโจมตีระลอกแรกของสหรัฐฯ และพันธมิตร กองกำลัง CENTCOM ประสบความสำเร็จในการป้องกันการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่านจำนวนหลายร้อยครั้ง” โดยย้ำว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ติดตั้งในฐานทัพต่าง ๆ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี
