Connect with us

ข่าว

วิจัยชี้พนักงาน Gen Z วางแผนลาออกภายใน 1-2 ปี แนะองค์กรปรับกลยุทธ์รักษาบุคลากรระยะยาว

Published

on

Jobsdb by SEEK เผยข้อมูลสำคัญชี้ให้เห็นว่ากลุ่มแรงงาน Gen Z กำลังกลายเป็นกำลังหลักในตลาดงานไทย แนะองค์กรเร่งปรับตัวทั้งในด้านวัฒนธรรมองค์กร ความยืดหยุ่น และโอกาสในการเติบโต เพื่อดึงดูดและรักษาคนทำงานรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูง

สำนักข่าวบริคอินโฟ – ผลสำรวจล่าสุดจาก โรเบิร์ต วอลเทอร์ส (Robert Walters) เผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับตลาดแรงงานในประเทศไทย พบว่าพนักงานกลุ่ม Gen Z มากกว่า 56% วางแผนที่จะทำงานกับองค์กรเดิมเพียง 1-2 ปีเท่านั้น ขณะที่ความท้าทายหลักขององค์กรคือการปรับตัวให้ทันต่อความต้องการด้าน ความยืดหยุ่น (Flexibility) และการมีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน ซึ่งหากองค์กรไม่สามารถอุดช่องโหว่ด้านสวัสดิการและวัฒนธรรมการทำงานได้ อาจส่งผลต่อการดึงศักยภาพของบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความโดดเด่นด้านดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไม่เต็มที่

จากข้อมูลระบุว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่หรือ Gen Z เป็นกลุ่มที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี ทำให้ 52% ขององค์กรมองว่าคนกลุ่มนี้มีทักษะดิจิทัลที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนนวัตกรรม อย่างไรก็ตาม 44% ของผู้จัดการกลับมองว่าการบริหารจัดการพนักงานกลุ่มนี้เป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากพฤติกรรมการสื่อสารแบบเน้นดิจิทัล (Digital-first) และความต้องการอิสระที่สูงกว่าคนรุ่นก่อน โดยมีพนักงานเพียง 33% เท่านั้นที่มองว่าองค์กรในปัจจุบันมีความพร้อมที่จะตอบสนองความต้องการของพวกเขาอย่างแท้จริง

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจอยู่ต่อหรือลาออกของ พนักงาน Gen Z คือความยืดหยุ่นในการทำงาน โดย 54% ต้องการรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นหรือการทำงานทางไกล (Flexible remote work) นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง (On-the-job training) สูงถึง 50% และต้องการโปรแกรมพี่เลี้ยง (Mentorship) เพื่อพัฒนาทักษะ Soft skills มากกว่าการเรียนผ่านคอร์สออนไลน์ทั่วไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นนี้ให้คุณค่ากับประสบการณ์ตรงและการเติบโตที่จับต้องได้

คุณปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำประเทศไทย ของบริษัท โรเบิร์ต วอลเทอร์ส (Robert Walters) ให้ความเห็นว่า “โอกาสในการเติบโตและความก้าวหน้าในสายอาชีพยังคงเป็นปัจจัยสำคัญสูงสุดสำหรับพนักงาน Gen Z โดย 52% มองว่าเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจอยู่กับองค์กร สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าในอาชีพอย่างชัดเจน นอกจากนี้ วัฒนธรรมองค์กรที่ดีและเปิดกว้าง ถือเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยอยู่ในอันดับที่สอง (24%) ขณะที่ ความยืดหยุ่นด้านชั่วโมงการทำงานและสถานที่ทำงาน อยู่ในอันดับที่สาม (20%) ซึ่งตอกย้ำว่าคนรุ่นนี้ให้ความสำคัญกับ สมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-life balance) เป็นอย่างมาก”

Advertisement

นอกจากประเด็นเรื่องความก้าวหน้าแล้ว ความมั่นคงในงานและสุขภาพจิต (Mental Health) กลายเป็นปัจจัยที่ถูกยกขึ้นมาเป็นลำดับต้นๆ โดย 37% ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและอีก 37% ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) องค์กรจึงจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนทั้งทางกายและใจเพื่อลดอัตราการลาออก เนื่องจากสถิติชี้ชัดว่าพนักงานกลุ่มนี้พร้อมมองหาโอกาสใหม่ได้ทุกเมื่อหากสภาพแวดล้อมเดิมไม่ตอบโจทย์ชีวิต

คุณปุณยนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า “พนักงาน Gen Z มีความสามารถในการปรับตัวสูง มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และมีแนวคิดเชิงนวัตกรรม ซึ่งมีศักยภาพในการยกระดับและเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานในประเทศไทยได้อย่างมาก หากองค์กรต้องการดึงศักยภาพนี้ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จำเป็นต้องปรับวัฒนธรรมองค์กรให้สอดคล้องกับความคาดหวังของคนรุ่นนี้ พร้อมทั้งบริหารจัดการความท้าทายด้านการทำงานร่วมกันและการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ”

ในตอนท้าย คุณปุณยนุชได้แนะนำว่าในโลกการทำงานแบบไฮบริดที่มีคนหลากหลายวัยทำงานร่วมกัน องค์กรควรส่งเสริมการให้ข้อมูลสะท้อนผลการทำงาน (Feedback) อย่างสม่ำเสมอและทันท่วงที รวมถึงการจัดเตรียมเครื่องมือเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่โปร่งใสและครอบคลุม ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนทุกรุ่นสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน

Advertisement