Connect with us

ข่าว

สหรัฐฯ เพิ่มชื่อ “ประเทศไทย” เข้าบัญชีเฝ้าระวังแทรกแซงค่าเงิน หลังเกินดุลการค้าพุ่งสูง

Published

on

สหรัฐอเมริกา (อังกฤษ: United States of America; ย่อเป็น: U.S.A. หรือ USA)

สำนักข่าวบริคอินโฟ – กระทรวงการคลังสหรัฐฯ (US Treasury) ประกาศเพิ่มชื่อ ประเทศไทย (Thailand) เข้าสู่ บัญชีเฝ้าระวัง (Monitoring List) อย่างเป็นทางการ ในรายงานนโยบายเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าหลักฉบับล่าสุด โดยระบุถึงความจำเป็นในการติดตามนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอย่างใกล้ชิด หลังพบว่าไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในระดับที่สูง อย่างไรก็ตาม รายงานยืนยันว่ายังไม่มีประเทศคู่ค้ารายใหญ่รายใดถูกตัดสินว่าบิดเบือนค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้าในช่วงเวลาที่ทำการประเมิน

รายงานประจำครึ่งปีที่ครอบคลุมข้อมูลตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2024 ถึงมิถุนายน 2025 ระบุว่าการตัดสินใจบรรจุประเทศไทยเข้าสู่กลุ่มเฝ้าระวังนั้น มาจากเกณฑ์การพิจารณาด้านการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ที่มีนัยสำคัญ และการเติบโตของดุลบัญชีเดินสะพัดรวมของไทย ทำให้ปัจจุบันไทยต้องเข้าเป็น 1 ใน 10 เขตเศรษฐกิจที่ถูกจับตา ร่วมกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ เวียดนาม เยอรมนี ไอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ แม้ในภาพรวมจะยังไม่มีคู่ค้ารายใดเข้าข่ายเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อที่นำไปสู่การคว่ำบาตรหรือมาตรการตอบโต้ทางการค้าโดยตรง

นอกเหนือจากการเพิ่มชื่อประเทศไทยแล้ว กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังได้ยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบพฤติกรรมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศทั่วโลก โดยเน้นย้ำว่าจะจับตาการแทรกแซงทั้งในทิศทางที่สกัดกั้นการอ่อนค่าและการแข็งค่าของสกุลเงินท้องถิ่นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ

ทางด้านมุมมองจากภาคเอกชนในไทย คุณณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด (Trinity Securities) ให้ความเห็นว่า รายงานฉบับนี้อาจยังไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยรุนแรงในทันที เนื่องจากข้อมูลที่ใช้เป็นเพียงผลการศึกษาจนถึงช่วงกลางปี 2025 เท่านั้น โดยระบุว่า “หากนับจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นต้นมา จะพบว่าเงินบาทมีการปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ มาโดยตลอด ที่สำคัญ ดุลการค้าของไทยในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของปีก่อนหน้ามีการขาดดุลไปถึง 7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะช่วยลดแรงกดดันในประเด็นการถูกเฝ้าระวังไปได้บ้าง”

Advertisement
Continue Reading
Advertisement