ข่าว
ส่อง เอสซีจี เวียดนาม มีอะไรบ้าง ? พร้อมชวนมองผ่าน กลยุทธ์ Regional Optimization มุ่งสู่ฐานการผลิต–ส่งออกตลาดโลก
สำนักข่าวบริคอินโฟ – เอสซีจี (SCG) หรือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนาม โดยชูโมเดล Regional Optimization เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรทั่วอาเซียนอย่างบูรณาการ พร้อมเผยยอดการลงทุนรวมกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตและส่งออกที่สำคัญด้วยความได้เปรียบด้านต้นทุนพลังงานและค่าแรง ขณะที่หอการค้าไทยในเวียดนามคาดการณ์ว่าจีดีพี (GDP) ของเวียดนามมีโอกาสเติบโตสูงถึง 8-10% จากนโยบายการปฏิรูปรัฐบาลและการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากแบรนด์ระดับโลก
- เอสซีจี (SCG) เดินหน้า “Regional Optimization” ชูเวียดนามฐานผลิตหลัก ดันปิโตรเคมีและวัสดุก่อสร้างทำตลาดอาเซียนและส่งออกโลก
- SCGD มั่นใจฐานการผลิตเวียดนาม หนุนเติบโตระยะยาว รับมือเศรษฐกิจผันผวน พร้อมขยายส่งออก
นายกุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการ เอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม (SCG Vietnam) ระบุว่า บริษัทเริ่มดำเนินธุรกิจในเวียดนามมาตั้งแต่ปี 1992 และมองเห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องจนเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง โดยปัจจุบันมีบริษัทในเครือรวม 28 บริษัท คิดเป็น 28% ของสินทรัพย์รวมทั้งหมดของกลุ่ม เอสซีจี (SCG) ครอบคลุมธุรกิจเคมีภัณฑ์ (SCGC), ซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง, บรรจุภัณฑ์ (SCGP) และโลจิสติกส์ แม้โครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันจะยังไม่สมบูรณ์ แต่เชื่อว่าภายใน 5 ปีข้างหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากการที่เวียดนามพยายามเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำผ่านข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศ
ด้านผลประกอบการในกลุ่มปิโตรเคมีอย่าง เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) โดยเฉพาะโครงการ ลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ (Long Son Petrochemicals – LSP) ปัจจุบันอยู่ในสภาวะทรงตัวจากการปรับกลยุทธ์ปิดโรงงานชั่วคราวตามวัฏจักรราคาผลิตภัณฑ์ เพื่อรอจังหวะที่ความต้องการตลาดและราคาปรับตัวสูงขึ้น ส่วนกลุ่มบรรจุภัณฑ์และวัสดุก่อสร้างยังคงเติบโตตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและเทรนด์ Green Building ในเวียดนามที่มีประชากรกว่า 100 ล้านคน ซึ่งนายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี (SCG) ได้เน้นย้ำถึงการใช้เทคโนโลยี AI & Automation มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภายใต้กรอบ ESG
ธุรกิจของ SCG ในเวียดนามปัจจุบัน
- Long Son Petrochemicals (LSP) คอมเพล็กซ์ปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ
- Binh Minh Plastics (BMP) ผู้ผลิตท่อพลาสติกพรีเมียมรายใหญ่ของเวียดนามที่มุ่งมั่นในด้านความยั่งยืนและคุณภาพผลิตภัณฑ์
- SCG และ Song Gianh Cement โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ของ SCG ในเวียดนามที่เน้นการผลิตปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ
- SCG Cement-Building Materials ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ซึ่งรวมถึง ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ หลังคา และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างอื่นๆ ในเวียดนาม
- Prime Group ผู้ผลิตชั้นนำในอุตสาหกรรมวัสดุตกแต่งพื้นผิว
- Duy Tan Plastics ผู้ผลิตชั้นนำในอุตสาหกรรมพลาสติกที่ผลิตบรรจุภัณฑ์ที่สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน
- Vina Kraft Paper (VKPC) ผู้ผลิตกระดาษและบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง
- Starprint บริษัทพิมพ์ที่เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์
- SCGJWD Logistics ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจร

นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCG Decor (SCGD) เปิดเผยว่า ไพร์ม กรุ๊ป (PRIME GROUP) ซึ่งเป็นธุรกิจเรือธงในเวียดนาม เป็นผู้นำตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิวอันดับหนึ่ง มีกำลังการผลิตกระเบื้องถึง 80 ล้านตารางเมตรต่อปี และส่งออกไปยัง 24 ประเทศทั่วโลก โดยมีแผนขยายกำลังการผลิตกระเบื้อง Glazed Porcelain (GP) จาก 19 ล้านตารางเมตร เป็น 45 ล้านตารางเมตร เพื่อรองรับความต้องการตลาดระดับกลางถึงพรีเมียม พร้อมทั้งติดตั้งระบบ Biomass Gasifier เพื่อลดต้นทุนพลังงานและก๊าซเรือนกระจก

ขณะที่ข้อมูลจาก หอการค้าไทยในเวียดนาม ระบุว่า เวียดนามกำลังอยู่ในช่วง “โกลเด้นไทม์” (Golden Time) เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานเฉลี่ยอายุ 32 ปี ซึ่งมีกำลังซื้อสูง โดยรัฐบาลเวียดนามกำลังปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ด้วยการควบรวมกระทรวงจาก 18 เหลือ 4 กระทรวง และควบรวมจังหวัดจาก 63 เหลือ 34 จังหวัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและหลีกเลี่ยงกับดักรายได้ปานกลาง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากค่าไฟฟ้าที่ถูกกว่าประเทศไทยถึง 35% และค่าแรงที่ต่ำกว่า 20% ซึ่งจูงใจให้แบรนด์ระดับโลกอย่าง Samsung และ Apple เข้ามาสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ
ปัจจุบัน ประเทศเวียดนามกำลังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประชากรกว่า 106 ล้านคน และมีแรงงานวัยทำงานคิดเป็น 60-70% ของประชากร ทำให้เวียดนามมีฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่พร้อมผลักดันการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตสูง โดย GDP ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 มีมูลค่ากว่า 3.27 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐและ ขยายตัวถึง 8% โดยตั้งเป้าเติบโต GDP กว่า 10% ภายในปี 2573 อีกทั้ง เวียดนามยังเป็นประตูสู่ตลาดโลก ผ่านข้อตกลงการค้าเสรีกว่า 60 ฉบับ ทำให้การส่งออกคิดเป็น 85% ของ GDP ในปี 2567 และด้วยการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่ทำสถิติสูงถึง 38.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ประเทศนี้จึงกลายเป็นจุดหมายที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามอง
นอกจากนี้ รัฐบาลเวียดนามยังผลักดันการปฏิรูปอุตสาหกรรม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ผ่านพลังงานหมุนเวียนและเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

“เวียดนามเป็นประเทศยุทธศาสตร์สำคัญของเอสซีจี ด้วยการลงทุนรวมกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ… เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างศักยภาพการผลิตและห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร ภายใต้กลยุทธ์ Regional Optimization เอสซีจีผสานจุดแข็งไทย-เวียดนาม ทั้งด้านดิจิทัลเทคโนโลยี มาตรฐานความปลอดภัย และการบริหารโรงงาน” นายกุลเชฏฐ์ กล่าวทิ้งท้ายถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดที่พร้อมจะเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค
