ข่าว
แคสเปอร์สกี้ชี้ ผู้ใช้งานกว่าครึ่งยังคงใช้ Windows 10 แม้ใกล้หมดระยะซัพพอร์ต
สำนักข่าวบริคอินโฟ – ข้อมูลจากแคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) ผู้ให้บริการโซลูชันความปลอดภัยทางไซเบอร์ ระบุว่าปัจจุบันผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือราว 53% และผู้ใช้งานในองค์กรธุรกิจ 59.5% ยังคงใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 อยู่ ขณะที่มีผู้ใช้งานเพียง 33% เท่านั้นที่อัปเกรดเป็น Windows 11 ซึ่งเป็นเวอร์ชันล่าสุดแล้ว ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ได้กำหนดวันสิ้นสุดการสนับสนุนสำหรับ Windows 10 ในเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งหมายความว่าหลังจากนั้นระบบจะไม่ได้รับการแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยอีกต่อไป
การศึกษาของ แคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) อ้างอิงจากข้อมูลนิรนามจากผู้ใช้งาน Kaspersky Security Network ที่ให้ความยินยอม ผลการสำรวจพบว่าแม้จะเหลือเวลาอีกไม่นานก่อนที่ ไมโครซอฟท์ (Microsoft) จะยุติการสนับสนุน แต่ผู้ใช้งานจำนวนมากยังคงใช้ระบบปฏิบัติการที่กำลังจะหมดอายุ นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์อีกประมาณ 8.5% ที่ยังคงใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 7 ซึ่งสิ้นสุดการสนับสนุนไปแล้วตั้งแต่ปี 2020 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันของผู้ใช้งานกับระบบปฏิบัติการเวอร์ชันเก่า
ในส่วนของผู้ใช้งานระดับองค์กร พบว่าความนิยมของ Windows 10 ยิ่งสูงขึ้นไปอีก โดยอุปกรณ์ขององค์กร 59.5% ใช้ระบบปฏิบัติการนี้ ส่วนธุรกิจขนาดเล็กมีตัวเลขที่ 51% สำหรับ Windows 7 พบว่ามีสัดส่วนผู้ใช้งานในธุรกิจทั้งสองกลุ่มอยู่ที่มากกว่า 6% เล็กน้อย ผู้เชี่ยวชาญของแคสเปอร์สกี้เตือนว่าการใช้ระบบปฏิบัติการที่ล้าสมัยในโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรจะเพิ่มความเสี่ยงอย่างมากต่อการถูกโจมตีทางไซเบอร์ และอาจส่งผลกระทบต่อความเข้ากันได้กับซอฟต์แวร์และเครื่องมือรักษาความปลอดภัยใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ
นายโอเล็ก โกโรเบ็ตส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของ แคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) กล่าวว่า “ในมุมมองด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ระบบที่ไม่ได้รับการอัปเดตเปรียบเสมือนบ้านที่มีรั้วผุพัง การอัปเดตซอฟต์แวร์ที่สำคัญสำหรับธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบปฏิบัติการ ถือเป็นภารกิจสำคัญอันดับแรก การอัปเดตอย่างทันท่วงทีเป็นสิ่งจำเป็นในการลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล”
แคสเปอร์สกี้จึงแนะนำให้ผู้ใช้งานทั้งส่วนตัวและองค์กรตรวจสอบว่าได้ใช้ระบบปฏิบัติการเวอร์ชันล่าสุดและเปิดใช้งานฟีเจอร์อัปเดตอัตโนมัติแล้ว นอกจากนี้ยังแนะนำให้พิจารณาใช้โซลูชันความปลอดภัยที่มีเทคโนโลยีป้องกันช่องโหว่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นจากช่องโหว่ที่ไม่ได้แก้ไขในระบบปฏิบัติการที่ล้าสมัย
