Connect with us

ข่าว

กรมสรรพากร ผนึก สวทช. และกรุงไทย พัฒนา AI ยกระดับบริการภาครัฐและการจัดเก็บภาษี

Published

on

กรมสรรพากรจับมือ สวทช. และธนาคารกรุงไทย ลงนามความร่วมมือพัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีและยกระดับบริการดิจิทัลภาครัฐ ตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติด้านดิจิทัล

สำนักข่าวบริคอินโฟ – กรมสรรพากร ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อพัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มุ่งเน้นการเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริการภาครัฐและการจัดเก็บภาษี โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน

นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรมีแผนนำเทคโนโลยี AI มาใช้ขับเคลื่อนองค์กรอย่างเต็มรูปแบบในช่วงปี 2568-2570 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการจัดเก็บภาษี ยกระดับการให้บริการประชาชน และสร้างระบบภาษีที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายความร่วมมือกับ สวทช. โดยเฉพาะ เนคเทค (NECTEC) และ ธนาคารกรุงไทย เพื่อนำ AI มาสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สอดคล้องกับภารกิจของกรมฯ และยกระดับการให้บริการผู้เสียภาษีให้มีศักยภาพในการแข่งขัน นอกจากนี้ กรมสรรพากรยังเตรียมแผนระยะสั้น กลาง และยาว ในการนำ AI มาสนับสนุนการวิเคราะห์และตรวจสอบภาษีให้รวดเร็วขึ้น รวมถึงวิเคราะห์พฤติกรรมการยื่นแบบและชำระภาษีเพื่อออกแบบบริการที่ตรงกับความต้องการของแต่ละบุคคล

นายปิ่นสาย ระบุต่ออีกว่า “วันนี้เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างรวดเร็ว ในฐานะอธิบดีกรมสรรพากร ผมมองว่าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นการยกระดับการให้บริการประชาชน โดยเฉพาะในด้านภาษี ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด้วย AI, การพัฒนาบริการ AI เพื่อผู้เสียภาษี, การใช้ AI เข้ามาช่วยตัดสินใจและออกนโยบายผ่านชุดข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) รวมถึงการนำ AI เข้ามาใช้จะช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่โปร่งใสมากยิ่งขึ้นด้วย”

“ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการตั้งงบประมาณด้านนี้ของหน่วยงานแล้ว แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ ดังนั้นการร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน อย่าง สวทช. จะเป็นการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมให้เกิดขึ้น และส่งมอบประโยชน์ต่อประชาชนต่อไปได้ โดยได้บรรจุแผนปัญญาประดิษฐ์เข้ามาตั้งแต่ปี 2568-2570 ซึ่งตั้งเป้าว่ากรมสรรพากรจะเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มตัว”

โครงการที่จะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไปพัฒนาและต่อยอดจากการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ได้แก่ การพัฒนาแชตบอทด้านภาษีให้สามารถตอบได้มากกว่าแค่ประเด็นการเสียภาษีหรือไม่เสียภาษี แต่ยังสามารถโต้ตอบกับประชาชนได้อย่างครอบคลุม, การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดใหญ่, และการนำข้อมูลภาษีบางประเภทที่ยังคงต้องยื่นเป็นกระดาษอยู่ มาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการสแกนข้อมูล เพื่อให้สามารถประมวลผล, คำนวณ, และคืนภาษีให้กับประชาชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

Advertisement

สำหรับโครงการทั้งหมดภายใต้ MOU นี้ จะสามารถเปิดให้ใช้ได้เลย รอบชำระภาษีปีหน้า 2569 ได้ใช้แต่ ที่ทำไปแล้ว คือ ผู้ช่วย AI ของสรรพากรอำเภอ ส่วนตัว AI Chatbot ที่ตอบโต้ด้วยเสียงปี 2570 จะได้ใช้และ AI จะนำมาใช้งานเต็มรูปแบบ

ขณะเดียวกันปัญหาเรื่องตรวจภาษีมูลค่าเพิ่มจะรวดเร็วขึ้นเพราะแม้ว่าจะคืนภาษี 3 ปี แต่ข้อมูลที่ต้องตรวจย้อนหลังคือ 10 ปี ดังนั้น AI จะมากรองข้อมูลที่จำเป็นต้องดูจริงๆ ขณะเดียวกันประเภทธุรกิจต่างๆที่ผิดคล้ายๆกันก็จะสามารถใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อผิดพลาดได้ โดยจากการทดลองการวิเคราะห์ข้อมูลภาษีบางประเภทจากเดิมใช้ 100 ชั่วโมง จะเหลือเพียง 6 ชั่วโมงเท่านั้น

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ความร่วมมือกับกรมสรรพากรและธนาคารกรุงไทยเป็นการต่อยอดความสำเร็จเดิม เพื่อยกระดับบริการดิจิทัลภาครัฐ สวทช. เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการมีเทคโนโลยี AI ของประเทศ (Localize AI) ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเข้าใจบริบทของไทยโดยเฉพาะ ทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม และกฎระเบียบ ซึ่งจะช่วยยกระดับการให้บริการประชาชนอย่างตรงจุด และยังเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลภาครัฐ สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้าน ปัญญาประดิษฐ์ แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย โดย เนคเทค พร้อมเป็นขุมพลังด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและทักษะบุคลากร เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม AI ที่เป็นของคนไทย

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ระบุว่า ด้วยข้อจำกัดของประเทศไทยที่ทำให้ทุกหน่วยงานไม่สามารถมีงบประมาณจัดตั้งหน่วยงานวิจัยเต็มรูปแบบในทุกองค์กรได้ ดังนั้น สวทช. จึงทำหน้าที่เป็นหน่วยงานวิจัยเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถนำงานวิจัยและนวัตกรรมเข้ามาพัฒนาการให้บริการประชาชนได้ผ่านการใช้งบประมาณที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยเหลือในระบบตอบข้อซักถามของประชาชนผ่านแชตนั้นใช้พนักงานและเวลาจำนวนมากเพื่อตอบข้อสอบถามเหล่านี้ ดังนั้นการ นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาจะทำให้ระบบตอบข้อซักถามของประชาชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Advertisement

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารมีความยินดีที่ได้ร่วมสนับสนุนการพัฒนา “RD Voice Chatbot” ซึ่งเป็นระบบผู้ช่วยสนทนาอัจฉริยะที่ให้บริการข้อมูลภาษีด้วย AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร ลดภาระเจ้าหน้าที่รัฐ และขยายการเข้าถึงข้อมูลภาษีให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ธนาคารได้นำศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับสูงมาใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีภาครัฐ ผ่านบริษัท กรุงไทย คอมพิวเตอร์ เซอร์วิสเซส จำกัด (KTCS) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีคลาวด์และการประมวลผลขั้นสูง โดยใช้ GPU Infrastructure สมรรถนะสูงในการฝึกฝนและใช้งานโมเดล AI ทำให้ระบบ RD Voice Chatbot มีความแม่นยำและเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ธนาคารกรุงไทยในฐานะพันธมิตรภาครัฐด้าน GovTech Enabler มุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีมาพัฒนาบริการภาครัฐให้ทันสมัย เข้าถึงง่าย และประยุกต์ใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ คำนึงถึงความปลอดภัย ความเป็นธรรม และการสร้างโอกาสที่เท่าเทียม

นายผยง ระบุว่า เราดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีให้กับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งส่วนที่ธนาคารกรุงไทยจะสามารถเข้ามาสนับสนุนในโครงการนี้ได้ คือ การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นดาต้าเซ็นเตอร์และระบบประมวลผลที่เราเรียกว่า วายุคลาวด์ ที่ได้ชื่อมาจาก นกวายุภักษ์ ให้มาช่วยสนับสนุนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีอย่างแท้จริง รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในแง่ของความมั่นใจและความปลอดภัย

ความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมการประยุกต์ใช้ AI ในกระบวนการทำงานของหน่วยงาน การพัฒนาทักษะบุคลากรภาครัฐ และการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี AI รวมถึงบริการระบบคลาวด์จาก ธนาคารกรุงไทย สะท้อนถึงความตั้งใจของทุกฝ่ายในการขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพบริการภาครัฐและรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบราชการดิจิทัลอย่างยั่งยืน ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรทุกแห่งทั่วประเทศ หรือที่ศูนย์สารนิเทศสรรพากร (RD Intelligence Center) โทร. 1161

Continue Reading
Advertisement