Connect with us

ข่าว

ไทยโต้กลับ! กต. ลดวีซ่ากัมพูชาเข้าไทยเหลือ 7 วัน หลังโดนลดวันก่อน จ่อตัดไฟ-เน็ตบ่อนพนันด้วย

Published

on

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

สำนักข่าวบริคอินโฟ – นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงถึงพัฒนาการล่าสุดของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าฝ่ายไทยได้รับรายงานว่ากองกำลังของทั้งสองประเทศได้ร่วมกันสำรวจแนวพื้นที่และแนวคูเลตร่วมกัน พร้อมทั้งมีการกลบฝังพื้นที่ตามข้อตกลงและปรับกำลังไปอยู่ในแนวพื้นที่ปกติของปี พ.ศ. 2567 แล้ว ทางฝ่ายไทยมองว่าพัฒนาการเชิงบวกนี้เป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนถึงความจริงใจของกัมพูชาในการลดความตึงเครียด และเป็นผลจากการเจรจาในทุกระดับ ซึ่งหวังว่าจะนำไปสู่การหาทางออกอย่างสันติในระยะยาว โดยจะใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ และสร้างบรรยากาศที่ดีสำหรับการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยเขตแดนไทย-กัมพูชา (Joint Boundary Commission: JBC) ที่กำลังจะเกิดขึ้น

สำหรับมาตรการวีซ่า โฆษกได้รับทราบว่าทางการกัมพูชาได้ลดจำนวนวันสำหรับคนไทยที่จะเดินทางเข้ากัมพูชาเหลือ 7 วัน ส่วนฝ่ายไทยก็ได้ปรับลดลงเหลือ 7 วันเช่นกัน ส่วนระยะเวลาของมาตรการนี้ยังไม่มีการกำหนด แต่ยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญในขณะนี้ เมื่อถามถึงความกังวลของประชาชนตามแนวชายแดน นายนิกรเดชชี้แจงว่าความตึงเครียดลดลงแล้วเนื่องจากมีการปรับกำลังไปอยู่จุดเดิมในปี 2567 และมีการกลบคูเลต อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงมีความเปราะบาง แต่สัญญาณที่ออกมาในขณะนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากจากทั้งสองฝ่าย

นายนิกรเดชกล่าวต่อว่า มาตรการควบคุมจุดผ่านแดนต่างๆ ยังคงดำเนินการต่อไปตามการประเมินของฝ่ายความมั่นคง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน นอกจากนี้ ศูนย์อำนวยการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (ศอปชด.) ได้ประกาศยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เช่น การตัดกระแสไฟฟ้า และ การระงับสัญญาณอินเทอร์เน็ต ที่ส่งเข้าไปยังพื้นที่บ่อนพนันและกลุ่มมิจฉาชีพ รวมถึงการควบคุมสินค้าและยุทโธปกรณ์ที่อาจนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติอื่นๆ โดยจะนำเสนอมาตรการดังกล่าวต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ต่อไป

นายนิกรเดชกล่าวเพิ่มเติมว่า กลไก JBC ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2543 เป็นกลไกทางเทคนิคเพื่อหารือการสำรวจและจัดทำเขตแดนทางบกระหว่างไทยและกัมพูชา โดยมีการประชุมมาแล้ว 10 ครั้ง และครั้งล่าสุดจัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2555 ที่กรุงเทพฯ การทำงานของ JBC ตลอด 25 ปีที่ผ่านมามีความคืบหน้าในหลายพื้นที่ เช่น กรณีสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา บ้านหนองเอี่ยม-สตึงบด รวมถึงการก่อสร้างสะพานข้ามพรมแดนแห่งใหม่ที่บ้านผักกาด จังหวัดจันทบุรี ดังนั้น ฝ่ายไทยจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุม JBC ครั้งต่อไป ซึ่งกัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ ที่กรุงพนมเปญ จะช่วยลดความตึงเครียดของสถานการณ์โดยรวมที่ยังคงมีความเปราะบาง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่และความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน และนำไปสู่การหาทางออกที่ยั่งยืนในที่สุด ฝ่ายไทยพร้อมเข้าร่วมการประชุม JBC ด้วยความสุจริตใจและตั้งใจจริงในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ดียิ่งขึ้น

Advertisement

รัฐบาลไทยยืนยันความเชื่อมั่นว่าการใช้กลไกที่มีอยู่ร่วมกัน เช่น JBC ควบคู่ไปกับคณะกรรมการชายแดนไทย-กัมพูชา (GBC), คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC), การเจรจาทวิภาคีในทุกระดับทั้งทางทหารและพลเรือน รวมถึงการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ จะเป็นหนทางที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่างๆ เพื่อให้ประเทศทั้งสองในฐานะครอบครัวอาเซียนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังได้ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนและประชาชนในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับการตรวจสอบยืนยัน และหลีกเลี่ยงการขยายข่าวที่อาจเป็นการปลุกระดม หรือกล่าวหาอีกฝ่ายโดยไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดประเด็นขัดแย้งเพิ่มเติม

เมื่อถูกสอบถามถึงการประชุม JBC ในวันที่ 14 มิถุนายน นายนิกรเดชยืนยันว่าการประชุมยังคงมีอยู่ และทั้งสองฝ่ายมุ่งหน้าสู่การประชุมดังกล่าว และพัฒนาการเชิงบวกที่เกิดขึ้นจะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้นในการประชุม

สำหรับประเด็นที่กัมพูชายืนยันว่าจะไม่มีการเจรจาใน 4 พื้นที่ในการประชุม JBC นายนิกรเดชกล่าวว่า กัมพูชาได้ระบุว่าจะไม่นำเรื่องดังกล่าวมาเจรจาใน JBC แต่ทั้งสองฝ่ายกำลังเริ่มพูดคุยเรื่องวาระการประชุม และยังเร็วเกินไปที่จะระบุว่าจะมีการพูดคุยหรือไม่ แต่ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์สงวนในสิ่งที่ตนเองพร้อมหรือไม่พร้อมที่จะพูดคุย ขอให้รอความชัดเจนอีกเล็กน้อย เนื่องจากกำลังตกลงหาข้อสรุปร่วมกันอยู่

Advertisement
Continue Reading
Advertisement