Vtuber
“Parasocial Relationship” รักแบบนี้จะผิดมั้ย? ถ้าอีกฝ่ายเป็นคนในจอ
Parasocial (パラソーシャル) ผลงานเกมสยองขวัญสุดผวาของ Chilla’s Art ที่เล่าถึง Vtuber ซึ่งถูกผู้ชมที่คลั่งไคล้จนล้ำเส้น คอยติดตามและคุกคามถึงในชีวิตจริง และคอยจับตามองไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม โดยชื่อของเกมนี้ได้ตั้งมาจากคำว่า “Parasocial Relationship” ที่อธิบายถึงเป็นความสัมพันธ์แบบตกหลุมรัก, หลงใหล หรือผูกพันกับคนในหน้าจอ

และเชื่อเลยว่าหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่คุ้นกับคำ ๆ นี้เท่าไหร่ แต่รู้หรือไม่ ว่าในชีวิตเรานั้น อยู่ร่วมกับสิ่งนี้มานานแล้ว ในวันนี้ The Trivial Space จะมาอธิบายว่า ความสัมพันธ์แบบ Parasocial Relationship นั้นคืออะไร และความสัมพันธ์แบบนี้ ถือเป็นรูปแบบที่ดีหรือเปล่า?
อะไรคือ “Parasocial Relationship”

Parasocial Relationship (ความสัมพันธ์แบบกึ่งสังคม) หมายถึงความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเพียงข้างเดียว เมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เริ่มที่จะใช้พลังงานและเวลาให้กับอีกฝ่าย ซึ่งอีกฝ่ายนั้นไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ คำว่า Parasocial Relationship นั้น ถูกใช้ครั้งแรกในบทความเกี่ยวกับจิตวิทยาในปี 1956 ซึ่งค้นพบจากการสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชม กับคนในรายการข่าว, นักแสดง, นักร้อง, ไอดอล และอินฟลูเอนเซอร์ต่าง ๆ
“Rachel Kowert” นักจิตวิทยาการวิจัยและผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยขององค์กร “Take This” หน่วยงานสนับสนุนด้านสุขภาพจิตของแคนาดา ได้ให้คำอธิบายแบบง่าย ๆ นั้นก็คือ “ผู้ชมหรือแฟน ๆ มีความคุ้นเคยและผูกพันกับคนที่พวกเขาติดตามจริง ๆ” ซึ่งมันเป็นมากกว่าการติดตามชม และมีส่วนร่วมในเนื้อหานั้น ๆ คน ๆ นั้น จะเริ่มรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนหรือคนสนิทกับอีกฝ่าย แม้อีกฝ่ายที่พวกเขาติดตามนั้นแทบจะไม่ได้รู้สึกว่าใกล้ชิดกับโลกของพวกเขาเลย
ด้วยความที่สมัยก่อนนั้น เราสามารถมีส่วนร่วมกันผ่านทางหน้าจอหรือลำโพงวิทยุเท่านั้น ทำให้ความสัมพันธ์และความผูกพันจะยังคงจำกัดไว้แค่ในฐานะผู้ชมและผู้ฟัง แต่ด้วยการมาถึงของ “ยุคโซเชียล” ที่ทำให้ผู้คนสามารถตอบโต้กันได้มากขึ้น ทำให้นั้น ทำให้ผู้คนมีความใกล้ชิดกับผู้ติดตามมากกว่าเดิม แต่อาจจะไม่ต้องถึงกับลึกซึ้งราวดื่มเหล้าสาบานเป็นพี่น้องใต้ต้นท้อขนาดนั้นก็ได้ โดย ดร. Rachel Kowert ได้ชี้ว่า “สิ่งที่มันดูพิเศษก็คือมันกลับกัน และเส้นบาง ๆ ที่กั้นไว้ค่อย ๆ หายไป”
ส่วนสาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์แบบ กึ่งสังคม มันเริ่มเข้มแข็งขึ้นในยุคหลัง ๆ มาจากการระบาดของ Covid-19 ที่ทำให้เกิดมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ทำให้ผู้คนหันไปมีปฏิสัมพันธ์แบบเสมือนจริงบนโลกออนไลน์กับเพื่อนในชีวิตจริง จากการศึกษาในปี 2021 การพบปะเพื่อนจริง ๆ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น จะทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “สังคม” และ “กึ่งสังคม” เริ่มหายไป คุณค่าความสัมพันธ์แบบ “กึ่งสังคม” ก็เพิ่มมากขึ้น

ในกรณีที่น่าจะเข้าข่ายเหมือนกัน ซึ่งตัวผู้เขียนประสบและสังเกตมากับตัว คือความ สัมพันธ์แบบกึ่งสังคม ระหว่าง Vtuber และ “ผู้ชม” ที่หลาย ๆ คนอาจจะมองว่ามันก็เหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินและแฟนคลับ ที่เรารู้จักเขาแต่ “เขาจะรู้จักเรารึเปล่าวะ?” แต่อันนี้จะอยู่ในสถานะคล้ายความสัมพันธ์ระหว่าง “โอตะ” กับ “ไอดอล” คือใครที่เป็นขาประจำหรือมาหาบ่อย ๆ ก็จะจำชื่อจำหน้าได้ แถมจำไปจนถึงอาชีพการงาน และวันเกิดปีก่อนใครมันส่งถังสังฆทานมาให้… ใช่ มันมีคนส่ง “สังฆทาน” ไปให้ Vtuber จริง ๆ
นอกจากคนจริง ๆ ที่อยู่ในจอแล้ว พวกตัวละครในเกมหรืออนิเมะเองก็สามารถเกิดเป็น Parasocial Relationship ได้ เช่นตัวละครในอนิเมะที่ลุ้นเอาใจช่วยอยู่ทุกตอน หรือตัวละครในเกมที่ช่วยฟาร์ม ช่วยพัฒนา หรือออกผจญภัยมาตลอดทั้งเกมจนเกิดความผูกพัน เป็นต้น
ความสัมพันธ์รูปแบบนี้มัน “Healthy” มั้ย?
ความสัมพันธ์ของคนเรา โดยทั่วไปมันจะแบ่งเป็น 2 แบบ นั่นก็คือ “ความสัมพันธ์ที่ดี” (Healthy Relationship) ที่ประกอบไปด้วยปัจจัยด้านบวกอย่างความเข้าใจ, ตรงไปตรงมา, ความเคารพ และความเชื่อใจ ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของความสัมพันธ์ กับ “ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ” (Toxic Relationship) ที่ทุกอย่างจะตรงข้ามกับความเป็นบวกที่ว่ามา
สำหรับความสัมพันธ์แบบนี้ อาจจะมองได้ว่ามันไม่ต่างจากการ “รักเขาข้างเดียว” ที่ลืมไปเลยว่าจะสมหวังมั้ย แต่เอาเข้าจริง ๆ กลับส่งผลดีและมีความ Healthy กว่าที่คิด เพราะเราจะรู้สึกได้ถึงแรงบันดาลใจ, ความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง และได้รับแรงสนับสนุนในการค้นพบเส้นทางของตัวเอง ในแบบที่ความสัมพันธ์ในชีวิตจริงไม่สามารถให้ได้
เช่นการที่ใครบางคนตัดสินใจที่จะไปออดิชั่นเป็น Vtuber หรือหันมาทำ Vtuber หลาย ๆ คนก็ได้แรงบันดาลใจมาจาก Vtuber ที่ตัวเองชื่นชอบ หรือคนที่ชื่นชอบศิลปินแนว Metal ก็เริ่มมีแรงบันดาลใจว่าอยากจะหัดร้องเพลงแนวนี้เหมือนศิลปินคนโปรดบ้าง
นอกจากนี้ ความสัมพันธ์แบบกึ่งสังคม ยังสามารถมอบพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนที่รู้สึกไม่สบายใจกับการเข้าสังคมแบบปกติ, เพิ่มความมั่นใจและความสบายใจในการเข้าหาผู้คน และยังช่วยพัฒนาเอกลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ๆ สำหรับวัยรุ่น ที่กำลังมองหาอัตลักษณ์ หรือเส้นทางของตัวเอง
แต่มันก็ไม่ใช่ว่าจะ Healthy แบบ 100% เพราะเมื่ออ้างอิงความเห็นจาก “ดร. Rachel Kowert” และ “Jessica Leader” นักบำบัดชีวิตคู่ จาก LA ได้ชี้ว่า“มันไม่ได้มาเพื่อแทนที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนจริง ๆ”
มันจะไปเพิ่มความเหงาและเปล่าเปลี่ยวซะมากกว่า และเกิดคำถามว่ามันสามารถขยายเครือข่ายทางสังคมได้จริงหรือไม่ “ดร. Rachel Kowert” และ “Jessica Leader” นักบำบัดชีวิตคู่ ต่างเห็นตรงกันว่า “มันไม่ได้มาเพื่อแทนที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนจริง ๆ” แต่ความสัมพันธ์แบบกึ่งสังคมนั้นมันทำให้มิตรภาพโดยรวมมีความแน่นแฟ้นขึ้น และจากงานวิจัยของ “Kowert” ก็ได้ชี้ว่าความสัมพันธ์แบบดังกล่าวมันเติมเต็มความเหงาของผู้คนไม่ได้ เพราะมันไม่มีใครที่สามารถพึ่งพาความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้เพียงอย่างเดียวได้
ด้วยความที่เป็นความสัมพันธ์แบบปรบมือข้างเดียว มันเลยกลายเป็นส่วนที่ไม่ Healthy ที่สุดของความสัมพันธ์แบบกึ่งสังคม เพราะเมื่อข้ามเส้นที่ไม่ควรข้ามไปจนสร้างความไม่สบายใจให้อีกฝ่าย และคิดเอาเองว่าตนและอีกฝ่ายจะมีความสัมพันธ์ฉันเพื่อนแบบเพื่อนในชีวิตจริง มันก็ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ดีอีกต่อไป มันอาจลุกลามกลายเป็นพฤติกรรมสะกดรอย หรือ Stalking แทน และอาจจะนำไปสู่การคุกคามและอาชญากรรมอื่น ๆ ได้

และการจริงจังกับความสัมพันธ์แบบกึ่งสังคม ก็สามารถสร้างผลกระทบต่อความสัมพันธ์ต่อคนรอบตัว ไม่ว่าจะจากการจัดลำดับความสัมพันธ์กับคนไกลตัวมากกว่าคนใกล้ตัว อีกทั้งการที่ไม่ปฏิสัมพันธ์กับชีวิตจริง ก็สามารถที่จะทวีความรู้สึกเหงาและการปิดกั้นตัวเองจากสังคมโลกได้ เท่านั้นยังไม่พอ อาจทำให้สูญเสียความคิดเห็นของตัวเองไป จากการที่ผูกพันกับความเห็นของคนอื่นมากกว่า
แม้ความสัมพันธ์แบบ กึ่งสังคม จะเป็นอะไรที่เหมือนปรบมือข้างเดียว (ที่ไม่ได้แลนด์ดิ้งบนหน้าใคร) แต่มันกลับเป็นสิ่งที่ดู Healthy อย่างน่าประหลาด ที่มันสามารถเยียวยาและสร้างพัฒนาการทางบุคลิกของหลาย ๆ คนได้ แต่ใด ๆ ก็ตาม การใส่ใจกับความสัมพันธ์ต่อคนรอบตัวเองก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะคนเราจะมีมิตรสหายในหน้าจอไปตลอดทั้งชีวิตไม่ได้ สุดท้ายชีวิตเราก็ยังคงต้องอยู่กับความเป็นจริงอยู่ดี
ติดตามบทความและ Content ต่าง ๆ เกี่ยวกับ Pop Culture ได้ที่ https://www.facebook.com/GrizzlyTrivialSpace
