Connect with us

บทความ

Opinion : วิกฤติศรัทธาต่อองค์กรตำรวจ

Published

on

วิกฤติตำรวจ

กรณี “โจ้เฟอร์รารี” จากฉายาที่สื่อมอบให้ กลายเป็น “ผู้กำกับโจ้ถุงดำ” เป็นข่าวฉาวโฉ่ทำให้ประชาชนช็อกทั้งประเทศ สร้างความเสียหายด้านความน่าเชื่อถืออย่างมากต่อองค์กรตำรวจ เกิดวิกฤติศรัทธาอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อสถานภาพของประเทศ

การที่นายตำรวจระดับผู้กำกับ ยศพันตำรวจเอก กล้ากระทำการทารุณผู้ต้องหาที่มียาเสพติดไว้ในครอบครอง อย่างเปิดเผย โดยรู้ว่ามีกล้องวงจรปิดบันทึกภาพไว้อยู่ ถือเป็นความอุกอาจ ไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ทั้งที่ตนเองเป็น “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์”

แม้จะอ้างว่าไม่ได้มีเจตนาทำให้ผู้ต้องหาเสียชีวิต แต่การทารุณผู้ต้องหาโดยวิธีเอาถุงพลาสติกและถุงผ้าคลุมศีรษะผู้ตายไว้ถึง 6 ชั้น ขั้นตอนการปฏิบัติอย่างโหดร้ายอำมหิตเลือดเย็น สะท้อนให้เห็นว่าการทรมาน รีดเอาหลักฐานข้อมูลนั้นมีอยู่จริง

เป็นการยืนยันว่า “ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยจะทำไม่ได้” อีกครั้ง ประชาชนทั่วไปรู้สึกสยดสยอง เชื่อว่าระบบทารุณ ซ้อมผู้ต้องหา เป็นพฤติกรรมทั่วไปของตำรวจในการรีดเอาข้อมูล รีดเอาทรัพย์ หรือเงื่อนไขอื่น ๆ

จากความโหดเหี้ยมดังกล่าว จึงมีเสียงเรียกร้องให้ผู้นำรัฐบาลเร่งปฏิรูปองค์กรตำรวจ ซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำอย่างรวดเร็ว

Advertisement

ที่ผ่านมา เสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปตำรวจ ได้รับการตอบสนองอย่างไม่เต็มใจ ความพยายามปฏิรูปตำรวจผ่านร่างกฎหมายยังถูกลากถ่วง ทำให้มีคำถามถึงเจตนา ความตั้งใจ ในการทำให้บรรลุผล โดยเฉพาะในขั้นตอนการปฏิบัติ

หรือนี่เป็นปัญหาความกล้าหาญทางการเมืองของผู้นำประเทศด้วยเช่นกัน ?

เรื่องฉาวโฉ่ในกระบวนการยุติธรมที่เกี่ยวโยงกับตำรวจ อัยการและความล่าช้า ปัญหาในการรับผลตอบแทนในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งความพยายามบิดเบือนความเที่ยงธรรมมีให้เห็นชัดเจน เช่น คดีเชอร์รี่ แอน ดันแคน ที่ทำให้ผู้บริสุทธิ์หลายรายติดคุกยาวนาน เสียชีวิตในคุก ต้องทุกข์ทรมานเพราะตำรวจปั้นพยานเท็จ ทำให้กระบวนการอัยการ และตุลาการ ผิดเพี้ยนตามไปด้วย โดยเป็นผู้ต้องหาตามพยานหลักฐานเท็จ หมดหนทางต่อสู้คดี

หลายคดีเกี่ยวโยงกับความอยุติธรรม ความไม่เที่ยงธรรมในการสอบสวน ทำสำนวนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ความพลิกแพลงสำนวนในระดับอัยการ ทำให้เกิดคำถามต่อมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย

Advertisement

ถ้าสำนวนหลักฐานขั้นต้น กระทำโดยตำรวจถูกบิดเบือนเพื่อเงินหรือช่วยเหลือผู้มีอำนาจอิทธิพล ดังนั้นเป็นการยากที่จะหวังความยุติธรรมในผลแห่งคดีในระดับอัยการ ซึ่งต้องดูสำนวนของตำรวจ ก่อนส่งฟ้องให้ศาลวินิจฉัยตามหลักฐาน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงเป็นเป้าหมายของการปฏิรูปอย่างจริงจัง ต้องใช้ความกล้าหาญทางการเมืองอย่างมาก มีเสียงเรียกร้องให้แยกส่วนการจับกุมปราบปรามจากอำนาจหน้าที่การสอบสวน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าจะมีความเที่ยงธรรม

นอกจากนั้น หน่วยงานต่าง ๆ ต้องได้รับการปรับปรุง ปฏิรูป ทำให้น่าเชื่อถือ เช่นหน่วยงานพิสูจน์หลักฐาน นิติเวช และอื่น ๆ ที่ต้องหาหลักฐานเพื่อประกอบคดี คำฟ้อง และต้องมีความเที่ยงธรรม ดังเช่นการตรวจพิสูจน์ ดีเอ็นเอ ลายนิ้วมือ ลายเซ็น เป็นต้น

ขั้นตอนต่าง ๆ ที่ต้องอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ โดยประชาชนทั่วไปไม่เข้าใจ หรือแม้ตำรวจด้วยกันก็ไม่มีความรู้ ทำให้เกิดปัญหาการสร้างหลักฐานเท็จ เพื่อบิดเบือนรูปคดี หรือทำไปเพื่อหวังอามิสสินจ้าง ช่วยเหลือในคดีใหญ่ ทุนทรัพย์สูง

Advertisement

กรณีพิพาทในคดีเกี่ยวโยงกับคนในตระกูล “ณรงค์เดช” ก็เป็นคดีตัวอย่างที่น่าสนใจ แม้อาจมองว่าเป็นแค่คดีปลอมลายเซ็น แต่หากเข้าไปดูเนื้อแท้แห่งคดี พบว่ามีความซับซ้อนพัวพันกันหลายฝ่าย มีทั้งการฟ้องร้อง พิสูจน์ลายเซ็นโดยหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานของตำรวจซึ่งเป็นตัวชี้หลัก

ผลแห่งคดี ถ้าเป็นความไม่เที่ยงธรรม จะสร้างความเสียหายต่อผู้แสวงหาความยุติธรรม คดีนี้มีเดิมพันเป็นทรัพย์สินและกองมรดกมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ยังไม่นับธุรกิจพลังงานซึ่งมีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ มูลค่านับแสนล้าน และรวมไปถึงผลกระทบอื่น ๆ ที่เกิดแก่ผู้เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายที่อยู่ในข้อพิพาทฟ้องร้องกัน ซึ่งข้อเท็จจริงตามเอกสารที่น่าสงสัยพบว่า

การตรวจลายเซ็นของกองพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 500 ตัวอย่าง โดยพนักงานสอบสวนได้นำส่งให้ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน โดยในวันรุ่งขึ้นก็ได้มีการสรุปผลตรวจ และออกรายงานการพิสูจน์แต่เพียงว่า “ไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลเดียวกัน”

เมื่อความเป็นจริงน่าสงสัย ตามพฤติกรรมในการปฏิบัติหน้าที่ การตรวจพิสูจน์ที่ใช้เวลาพิจารณาและลงความเห็นในหนังสือภายในเวลาเพียง 1-2 วัน ผลเสียหายจะเกิดขึ้นเมื่อสำนวนหลักฐานถูกส่งถึงเจ้าพนักงานอัยการ และศาลในลำดับต่อไป ความยุติธรรมที่จะเกิดขึ้นก็ไม่ใช่ “ความยุติธรรมแท้จริง” เป็นเพราะถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนผลการตรวจพิสูจน์ลายเซ็น

Advertisement

การแสวงความยุติธรรมที่แท้จริง เพื่อความเป็นธรรม ต้องมีการสืบสวนปัจจัยหรือหลักฐาน อื่น ๆ ประกอบ เช่น เส้นทางการเงิน คำให้การของผู้เกี่ยวข้อง มีส่วนได้ส่วนเสียให้สิ้นสงสัยในทุกประเด็นทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง

ส่วนคดีของหนุ่มไฮโซ “บอส กระทิงแดง” ซึ่งเป็นข่าวฉาวไปทั่วโลก พบว่า มีการร่วมมือกันอย่างเป็นระบบของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทนายความ พยาน และบุคคลทั่วไป ในการเข้าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมมาอย่าง ต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการดำเนินคดีจนถึงปัจจุบัน

การกระทำตามรายงานได้ซี้ให้เห็นการใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ใช้อิทธิพลบังคับ และการสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาให้รอดพ้นจาก การถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่แสดงปริมาณแอลกอฮอล์ ในกระแสเลือดและบ่งชี้สารเสพติดในร่างกาย รายงานการตรวจพิสูจน์หลักฐานเกี่ยวกับความเร็วของรถในขณะเกิดเหตุ ตลอดจนความพยายามอย่างต่อเนื่องในการช่วยเหลือผู้ต้องหาให้รอดพ้นจากการถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

Advertisement

ในคดี “ผู้กำกับโจ้” ก็เช่นกัน รายงานเสียชีวิตครั้งแรกระบุว่าเป็นเพราะการเสพยาเสพติดเกินขนาด ภายหลังเมื่อมีความสงสัย การพิสูจน์หลักฐานอีกครั้งโดยโรงพยาบาลอีกแห่งได้ขี้ชัดว่าการเสียชีวิตเป็นเพราะการขาดอากาศหายใจ ทำให้รูปคดีเปลี่ยนไปอย่างสำคัญ

แม้จะยังไม่มีหลักฐานชี้ว่าเป็นความพยายามช่วยเหลือผู้ต้องหา ผลการตรวจสอบที่ผิดพลาดย่อมนำไปสู่การดำเนินคดีด้วยข้อหาที่ไม่ถูกต้องตามเหตุแห่งการเสียชีวิต และเป็นประโยชน์ต่อผู้ต้องหา ทำให้กระบวนการยุติธรรมต้องถูกบิดเบือนตามไปด้วย

นี่ย่อมไม่เป็นความยุติธรรม และความเป็นธรรมต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้

ดังนั้น การปฏิรูปองค์กรตำรวจจึงเป็นเรื่องจำเป็น เร่งด่วน เพื่อกอบกู้ชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

Advertisement

ถ้าทำให้ได้สำเร็จ ประชาชนก็หวังจะได้พึ่งพากระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง